
แกรมมี่ซุ่มเทพันล.ลุย3จี
โพสต์ทูเดย์
— แกรมมี่เล็งควัก 1,000 ล้านบาท ร่วมขบวนเอ็มวีเอ็นโอ 3จี กทช.นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อให้บริการ 3จี ในรูปแบบการเช่าใช้โครงข่าย หรือ เอ็มวีเอ็นโอ ซึ่งจะร่วมมือกับผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาต หรือ ไลเซนส์ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ซึ่งกำลังจะเปิดประมูลในเดือน ก.ย.นี้
ทั้งนี้ แกรมมี่สนใจธุรกิจ 3จี มานานแล้ว ตั้งแต่ กทช. จัดตั้งขึ้น และมองว่าธุรกิจมีเดียและธุรกิจโทรคมนาคมจะหลอมรวมกันในอนาคต แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถลงมาในธุรกิจนี้ได้ เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความเชี่ยวชาญ
ขณะที่รูปแบบเอ็มวีเอ็นโอนั้น แกรมมี่สามารถทำได้ โดยจะรวบรวมคอนเทนต์ที่มีอยู่ อาทิ เพลง รายการสาระและบันเทิงต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ ช่องทีวีผ่านดาวเทียม มาสร้างแอพพลิเคชันผ่าน 3จี ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาลในต้นทุนเท่าเดิม
“
แกรมมี่รอคอยจุดฟื้นตัวใหม่นี้มานานร่วม 10 ปี จากก่อนหน้านี้ ต้องเจอปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์มานาน และทำให้ธุรกิจเติบโตลดลงตามลำดับ เมื่อมีความชัดเจนเรื่องเข้าเป็นเอ็มวีเอ็นโอ บริษัทก็จะระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้” นายไพบูลย์ กล่าวนอกจากนี้ ในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าจะมีซิมการ์ดเอกซ์คลูซีฟในรูปแบบเอนเตอร์ เทนเมนต์ บอกซ์ เพื่อให้บริการลูกค้าตามบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย คือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการ กทช. กล่าวในงานเสวนาเรื่อง
“Telecom Innovation Growth and 3G Opportunity” ว่า จากจำนวนผู้ใช้มือถือในปัจจุบัน 6070 ล้านเลขหมาย ยังมีช่องว่างอยู่อีกมาก ทั้งกลุ่มที่ยังใช้เบอร์เดียว ที่สำคัญคือบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ที่ปัจจุบันใช้บริการเพียง 3% ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น ขณะที่โทรศัพท์พื้นฐานครอบคลุมเพียง 10% ส่งผลให้การขยายลูกค้าบรอดแบนด์ผ่านโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานจึงมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาดังนั้น 3จี จะเข้ามาอุดช่องว่าง 90% ที่เหลือที่โครงข่ายเดิมไปไม่ถึง ทั้งยังจะช่วยให้การสื่อสารในเมือง และต่างจังหวัดไม่มีความเหลื่อมล้ำ และยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ผลิตคอนเทนต์ และแอพพลิเคชันเข้ามาดำเนินการได้จากเงื่อนไขเอ็มวีเอ็นโอ อย่างน้อย 40%เพื่อให้คนไทยที่มีทุนน้อยได้มีโอกาสประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งในอนาคตผู้ประกอบการรายเล็กเหล่านี้จะก้าวขึ้นเป็นรายใหญ่ ที่จะสามารถเข้าร่วมการประมูลใบอนุญาต 4 จี ในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั้งยังเพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์ และ แอพพลิเคชั่น ต่างๆอีกด้วย นอกจากนี้ ไลเซ่นส์ 3 จี ยังจะทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ที่จะเข้ามาสามารถแข่งขันได้อย่างเสรี ด้วยกฎเกณฑ์การเชื่อมต่อเลขหมาย หรือ ไอซี (อินเตอร์คอนเนกชั่นชาร์จ) ประกาศการใช้โครงข่ายร่วม บริการคงสิทธิเลขหมาย หรือ นัมเบอร์พอร์ทบิลิตี้ ทั้งยังมีโอกาสจากการที่รัฐบาลพยายามเปลี่ยนผ่านระบบสัมปทานมือถือเดิมสู่ระบบใบอนุญาต
นายสุธรรม อยู่ในธรรม กรรมการ กทช. กล่าวว่า การเปิดเสรีโทรคมนาคมในอนาคตที่จะมีมากขึ้น 3 จี จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนไทยฟื้นได้ จากการคาดการณ์การเติบโตของผู้ใช้มือถือในอาเซียน 500 ล้านเลขหมาย ในปี 2015 การที่ไทยมี3 จี จึงจะมีส่วนช่วยอย่างมาก ทั้งยังทำให้ไทยเลิกจากตลาดกินรวบแบบ 2 จีปัจจุบัน เป็นลักษณะแบ่งกันกิน มีผู้ประกอบการเกิดขึ้นจำนวนมากทั้งรายใหญ่ รายเล็ก
นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการ กลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจโทรคมนาคม ถือเป็นกลจักรสำคัญ ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีทุนเป็นปัจจัยสำคัญ บริษัทที่เข้าจดทะเบียนในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จำนวน 26 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) รวมกันกว่า 5.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 8.2% เป็นอันดับ 3 รองจากกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโผภค คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 1520% ในอีก 2 ปีข้างหน้า
น.ส.สุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 3 รายผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ใช้โอกาสจากตลาดทุนไทยจริงๆ สร้างการเติบโตของธุรกิจจนถึงวันนี้







