
ผู้กล้าปฏิรูปอุดมศึกษา
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการ “กล้าคิดกล้าฝัน กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง” เนื่องในโอกาสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดงานเชิดชูเกียรติคุณ ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ที่มีอายุครบ 90 ปี โดยการร่วมสนับสนุนของมูลนิธิ ศ.ดร.อดุลและลูกศิษย์
ปฏิรูปอุดมศึกษาไทยสู่มาตรฐานโลก
แม้ไม่คุ้นชื่อ แต่คนไทยทุกคนที่จบมหาวิทยาลัยในปัจจุบันจะได้สัมผัสงานของ ดร.อดุล ในฐานะผู้บุกเบิกก่อตั้งหลักสูตรวิชาพื้นฐานสำหรับการเรียนปริญญาตรีไม่ว่าจะเป็นคณะใด วัตถุประสงค์เพื่อสร้างบัณฑิตที่รอบรู้ รู้จักคิด บูรณาการ มีฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาตนเองและเพื่อสร้างปัญญาชนพลเมืองที่เข้มแข็ง แม้เมื่อเริ่มสร้างหลักสูตรพื้นฐานแบบ Liberal Arts ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนำแนวทางจากตะวันตกมาปรับใช้กับประเทศไทยในปี 2505 ดร.อดุล ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักรอบด้าน แต่ต่อมาผู้เรียนจำนวนมากเห็นประโยชน์ แนวทางนี้ก็เป็นที่ยอมรับ มีการพัฒนาไปตามกาลสมัย และขยายไปสู่สถาบันอื่นๆ ทั่วประเทศ เมื่อแผนการศึกษาแห่งชาติ 2520 กำหนดให้ทุกมหาวิทยาลัยต้องจัดหลักสูตรพื้นฐานสำหรับการศึกษาปริญญาตรีทุกสาขา
บุกเบิกเปิดโลกทัศน์ธรรมศาสตร์
ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.อดุลส่งเสริมให้นักศึกษาทำกิจกรรมที่หลากหลายมาก ตั้งแต่กีฬา ศาสนา ภาษาอังกฤษ และอื่นๆ จนถึงการอาสาพัฒนาชุมชนในกรุงเทพฯและชนบท
ซึ่งจะเล่าในโอกาสต่อไป “ชุมนุม” หรือชมรมต่างๆ แต่เดิมให้เฉพาะอาจารย์เป็นประธานก็เปิดให้นักศึกษาเป็นได้โดยการเลือกตั้งของสมาชิก
กิจกรรมนักศึกษาที่โดดเด่นที่สุด คือการที่ ดร.อดุลได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มา “ทรงดนตรี” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงปี 2506-2516 โดยถวายงานเป็นโฆษกที่ยังให้เกิดบรรยากาศอบอุ่นสนุกสนาน
แม้จะเข้ามาบริหารภายใต้รัฐบาลเผด็จการ แต่การเปิดโลกทัศน์นักศึกษาในด้านวิชาการและกิจกรรมย่อมมีส่วนในการพัฒนาบทบาทของนิสิตนักศึกษาในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของประเทศไทยไม่มากก็น้อย
บุกเบิกการรักษาสิ่งแวดล้อมไทย
ดร.อดุลเป็นผู้เสนอให้กำหนดการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไว้ในแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ 2517 เป็นประธานยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 และได้ริเริ่มหลายประเด็นในการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับ พ.ศ. 2535 ดร.อดุลเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหลายสมัย และเป็นประธานอนุกรรมการเฉพาะเรื่องในหลายๆ ด้าน มีผลงานเป็นรูปธรรมทั้งในเชิงนโยบายและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ได้ลุกลามแล้ว
นโยบายรัฐหลายอย่างที่คุ้นเคยกันทุกวันนี้มี ดร.อดุลอยู่เบื้องหลัง เช่น การกำหนดพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ หรือการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มแม่น้ำพร้อมการกำกับการใช้ที่ดิน รวมทั้งการอนุรักษ์พื้นที่บางกระเจ้าให้เป็นปอดของกรุงเทพฯ และการตั้งศูนย์ราชการ เป็นต้น
การแก้ปัญหาที่ลุกลาม เช่น ปัญหาดินเค็มแพร่กระจายในภาคอีสาน เนื่องจากการผลิตเกลือสินเธาว์ การระเบิดและย่อยหินที่กระทบบรรยากาศสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในหลายจังหวัด หรือปัญหาการใช้พื้นที่ป่าชายเลน รวมทั้งการกำหนดเขตคุ้มครองและมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อ่อนไหว เช่น พัทยา ภูเก็ต เกาะพีพี เป็นต้น
ทั้งนี้ การผลักดันนโยบายใหม่ๆ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมมีกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ มีการต่อต้านแทบทุกเรื่อง บางกรณีเป็นอิทธิพลท้องถิ่น นักการเมือง หรือเรื่องการคัดค้านของชุมชน เช่น การเปิดทัศนียภาพโลหะปราสาท การย้ายสนามหลวง แต่ในที่สุดก็เป็นที่ยอมรับและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
บุกเบิกนำมรดกไทยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
แหล่งมรดกโลกของไทยทั้งด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ ได้แก่ อยุธยา สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย ห้วยขาแข้ง บ้านเชียง และเขาใหญ่นั้น ล้วนผ่านการผลักดันของ ดร.อดุล ตั้งแต่กลั่นกรอง ปรับปรุงวิธีการอนุรักษ์และบริหาร ตลอดจนนำเสนอในเวทีโลกในช่วงที่เป็นประธานคณะกรรมการมรดกโลกของไทย และในฐานะที่ปรึกษาเมื่อพ้นตำแหน่งแล้ว
การที่ ดร.อดุลเป็นที่ยอมรับนับถือในวงการมรดกโลกมีส่วนช่วยให้เกิดความสำเร็จ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก (UNESCO) และเป็นกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) (ช่วงปี2537-2538)
ชีวิตงานของ ดร.อดุล ไม่ว่าการบริหารมหาวิทยาลัย หรืองานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมรดกโลก นับได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันในแง่มุมของสหวิทยาการหรือบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ทำให้นักศึกษามีความเข้าใจความเป็นมนุษย์ ความเป็นสังคม และสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ จนถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมรดกโลก ซึ่งก็เป็นงานที่ต้องใช้มุมมองรอบด้าน ไมใช่เพียงวิทยาศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ หรือสังคมเพียงอย่างเดียว ในทุกๆ กรณี ต้องมีความสมดุลระหว่างประโยชน์ของประชาชนส่วนน้อยที่ได้รับผลกระทบกับประโยชน์ส่วนรวม สมดุลระหว่างประโยชน์ระยะสั้นกับระยะยาว
ทั้งสองเรื่องใหญ่ สหวิทยาการถูกใช้ในบริบทของ “ผู้กล้า” ที่ต้องฝ่าการต่อต้านในหลายๆ กรณี
ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด







