
ตลาดเสพติดการกระตุ้น แบงก์ชาติขยาดลงหลังเสือ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ความเคลื่อนไหวของตลาดกลับมาสู่ทิศทางขาขึ้นได้อีกครั้ง หลังมีการส่งสัญญาณจากอีกหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ออกมาส่งสัญญาณในทางตรงกันข้ามกับปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการระบุว่าเห็นด้วยกับการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไป หลังตลาดจ้างงานยังคงไม่สมบูรณ์
ทว่าเหตุการณ์เมื่อปลายสัปดาห์จนถึงเมื่อวานนี้ บ่งบอกบริบทปัจจุบันของตลาดทุนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี นั่นคือ การเสพติดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจ ซึ่งใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินอย่างเข้มข้นและปล่อย “เงินง่าย”ให้แก่ตลาด
นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เป็นต้นมา ธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินอย่างเข้มข้น ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ไปจนถึงติดลบ รวมถึงยังปล่อยสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดผ่านนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์
สภาพคล่องเหล่านั้น เป็นเงินง่ายที่ทำให้ตลาดพร้อมเสี่ยงไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียวที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 9,000 จุด ในปี 2010 สามารถขยายตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่องจนไปแตะระดับ 17,000 จุด ได้ในปัจจุบัน หลังจากที่บีโอเจเริ่มใช้มาตรการซื้อกองทุนรวมอีทีเอฟ และยังมีการขยายมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการซื้อคืนสินทรัพย์ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2013 จาก 60 ล้านล้านเยน (ราว 18 ล้านล้านบาท) เป็น 80 ล้านล้านเยน (ราว 26 ล้านล้านบาท) ในเดือน ต.ค. 2014
ขณะเดียวกัน เงินทุนยังไหลเข้าตลาดทุนตลาดเกิดใหม่ซึ่งมีสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า โดยจากข้อมูลของเจพี มอร์แกน พบว่า เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ในปี 2010 อยู่ที่เฉลี่ย 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.45 แสนล้านบาท) เมื่อเทียบกับ 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.36 แสนล้านบาท) ในปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงที่เฟดใช้นโยบายคิวอีรอบแรก เช่นเดียวกับบีโออี
อย่างไรก็ตาม ในปี 2013 เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟดสมัยนั้น ส่งสัญญาณที่จะยุตินโยบายคิวอีและเดินหน้ากลับสู่ภาวะ “ปกติ” หรือเป็นการยุติหนึ่งในนโยบาย “เงินง่าย” ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับที่เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งสะท้อนเห็นว่าความผันผวนของตลาดทุนอย่างหนัก
แม้ความรุนแรงจะแตกต่างกันออกไป แต่เหตุการณ์คล้ายคลึงนี้เกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีธนาคารกลางประเทศใดส่งสัญญาณจะสิ้นสุด หรือไม่เพิ่มนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
เหตุการณ์ล่าสุดที่เห็นได้ชัด คือ ภายหลังอีซีบีไม่ออกมาตรการกระตุ้นใดๆ และยังไม่ขยายเวลาสิ้นสุดคิวอีมูลค่าเดือนละ 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2017 นี้ ออกไปอีกตามที่บางส่วนของตลาดคาดการณ์เอาไว้เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่วันถัดมา เอริค โรเซนเกรน ประธานเฟดสาขาบอสตันและหนึ่งในสมาชิกเอฟโอเอ็มซี ส่งสัญญาณเห็นควรขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ตกลงเกือบ 400 จุด และฉุดตลาดหุ้นเอเชียลงในวันถัดมา
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของตลาดเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งหนึ่ง หลังจาก ลาเอล เบรนนาร์ด สมาชิกเอฟโอเอ็มซี มีความเห็นตรงกันข้ามในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเห็นว่าควรชะลอออกไปก่อน ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐทั้งดัชนีดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ปิดตัวในแดนบวก ก่อนดึงตลาดเอเชียขึ้นเมื่อวานนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 วันทำการ
“การเสพติดนโยบายการเงินที่เสมือนยาบ้าเกิดขึ้นแล้ว และทำให้นักลงทุนและราคาสินทรัพย์ในตลาดทุนอ่อนไหวอย่างรุนแรงต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับแนวโน้มนโยบายกระตุ้นเงินง่าย และยังอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อราคาสินทรัพย์และตราสารหนี้” แอนโธนี มิรายตารีผู้ก่อตั้งเอดจ์และเอดจ์ โปร บริการจดหมายแนะนำการลงทุน ระบุในบทความ
สำหรับเฟดแล้ว แม้กำลังจะเดินหน้ากลับสู่นโยบายในภาวะ “ปกติ” ด้วยการทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับต่ำใกล้ศูนย์เป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ธ.ค. 2015 ที่ผ่านมา และพยายามที่จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ยังจับตาความเคลื่อนไหวของงบดุลของเฟดอย่างใกล้ชิด
ก่อนการทำนโยบายคิวอี เฟดได้ร่างแผนการสำหรับการยุติการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายแบบเข้มข้นดังกล่าว โดยนอกจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว ยังรวมถึงการลดงบดุลที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการใช้คิวอี และอยู่ที่ราว 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 157 ล้านล้านบาท) ในปัจจุบัน ซึ่ง วิลเลียมดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก คาดว่าต้องใช้เวลาถึงปี 2022 กว่าที่สินทรัพย์ที่ซื้อมาจะถึงกำหนดไถ่ถอนและโละออกจากงบดุลของเฟด
อย่างไรก็ตาม เจรามี สเตน อดีตผู้ว่าการเฟด ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เสนอให้เฟดคงงบดุลดังกล่าวไว้ เพราะการคงงบดุลของเฟดให้มีขนาด 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 157 ล้านล้านบาท) จะเป็นการส่งสัญญาณบอกตลาดว่า เฟดพร้อมจะช่วยเหลือตลาดและสร้างเสถียรภาพตลาดต่อไป
จากบริบทในปัจจุบันที่ตลาดต่างเสพติดการใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง หากเกิดอะไรขึ้นกับงบดุลของเฟดไม่ว่าจะลดลงหรือเพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อตลาดทุนในท้ายที่สุด
นอกจากการขึ้น หรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่มีกำหนดการประชุมเอฟโอเอ็มซีในวันที่ 20-21 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ในวันเดียวกันนั้นแต่คนละซีกโลก บีโอเจก็มีกำหนดการประชุมเช่นเดียวกัน และตลาดจะจับตาความเคลื่อนไหวของบีโอเจอย่างใกล้ชิดด้วยความหวังอยู่ลึกๆ ว่า บีโอเจจะออกมาตรการเพิ่มเพื่อช่วยผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้ฟื้นตัวไปอยู่ที่ 2% ตามที่บีโอเจได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้
ตลาดยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของธนาคารประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจอย่างใกล้ชิด และจะทำให้ทั้งเดือน ก.ย.ที่เหลือนี้ เผชิญกับความผันผวนตามความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยเฉพาะการประชุมของบีโอเจและเฟดที่มีกำหนดการจะป่วนโลกในสัปดาห์หน้า







