
แหวกแผน ‘โลกล้อมประเทศ’
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพิ่งเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 4-5 ก.ย.ท่านได้เดินทางไปประเทศกลุ่ม จี20 ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน โดยได้รับเชิญในฐานะหัวหน้ากลุ่ม 77 จากนั้นก็บินจากปักกิ่งตรงไปเวียงจันทน์ทันที เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.แล้วรีบกับประเทศไทยเพื่อต้อนรับ นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่มาเยือนไทยเมื่อวันที่ 8 ก.ย.พักอยู่เมืองไทยได้เพียงสัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 18-24 ก.ย. 2559 ท่านก็ต้องเดินทางไปประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก และร่วมประชุมผู้นำประเทศที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แยกจัดประชุมพิเศษอีก
ท่านต้องยอมเหนื่อยเพื่อปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์และภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อให้ต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นจริงในประเทศ จากความเข้าใจผิดๆ ที่นักการเมืองไทยที่สูญเสียอำนาจไปทำลายภาพลักษณ์ของประเทศตนเอง ผ่าน “ยุทธการโลกล้อมประเทศ” ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 2551 นำเอาประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามากดดันประเทศไทย จ้างบริษัทล็อบบี้ไปหว่านล้อมนักการเมืองอเมริกันที่มีผลประโยชน์ตรงกัน กดดันรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตน โดยไม่คำนึงว่าชาติบ้านเมืองจะเสียหายเพียงใด เพื่อกดดันรัฐบาลตรงข้ามขณะนั้นและนำมาใช้กดดันรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยเน้นประเด็น “ประชาธิปไตย” “สิทธิมนุษยชน” และ “ปัญหาเศรษฐกิจ” เป็นตัวนำ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำจนถึงขีดสุด โดยหวังว่าเมื่อมีปัญหาปากท้องประชาชนก็จะลุกฮือขึ้นมาล้มรัฐบาลและเรียกร้องประชาธิปไตยคืนมา
อย่างไรก็ดี 2 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีคนนี้ได้แสดงให้เห็นว่า แม้ไม่ใช่นักการเมืองจากการเลือกตั้ง แต่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจแก้ปัญหาที่หมักหมม สะสมกันมานาน จนสถานการณ์ด้านต่างๆ ค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการฟื้นคืนความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากสำนักโพลต่างๆ ที่กระทำอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏผลสอดคล้องตรงกันแทบทุกโพลว่า คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะความนิยมผู้นำทั้งบุคคลิกส่วนตัวที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ มุ่งแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่สะใจประชาชน ก็คือ ท่านไม่กลัวสื่อมวลชน หรือต้องเอาอกเอาใจสื่อมวลชนเพื่อหาคะแนนเสียง แต่พร้อมตอบโต้กับสื่อที่ทำให้คนดูสะใจไปด้วย
นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นผู้นำที่มีบุคคลิกเป็นครูไปด้วยในตัว ท่านชอบตั้งคำถามให้สื่อตอบ และถือโอกาสสอนสื่อไปด้วยในเวลาเดียวกัน ท่านสามารถพูดได้เป็นชั่วโมงเพราะความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้รู้เรื่องต่างๆ มากมาย และอยากถ่ายทอดให้คนอื่นและประชาชนได้รับรู้ด้วย จนเวลานี้คนชักชินไปแล้วกับการที่ท่านด้วยบุคลิกเฉพาะตัว ทำให้ท่านสามารถชิงพื้นที่ข่าวได้แทบทุกวัน สอบผ่านเวทีในประเทศแล้ว แต่เวทีต่างประเทศยิ่งยากกว่า
การเดินทางไปเยือนต่างประเทศ และไปร่วมประชุมทวิภาคีและพหุภาคี โดยเฉพาะในเวทีสหประชาชาติ ไม่เคยทำให้คนไทยผิดหวัง ผู้นำฝรั่งแม้จำเป็นต้องเล่นบทไม่รับรัฐบาลทหาร แต่พวกเขาคงได้รับรายงานจากทูตของตนประจำประเทศไทยว่า 2 ปีที่เข้าบริหารประเทศ ผู้นำรัฐบาลไทยได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไร และฝรั่งคงโจมตีผู้นำไทยคนนี้ได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก เพราะคนที่ฝรั่งกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการทหารมาจากการยึดอำนาจ แต่ทำไม 2 ปีที่ผ่านมา ความนิยมของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จึงสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะดูจากโพลต่างๆ ก็ได้ผลสอดคล้องกัน ทั้งผลงานที่นิยมและสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลทำมากขึ้น อีกทั้งสถานการณ์ในประเทศก็เดินไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้
นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำมั่นว่า จะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2560 และทุกอย่างก็เดินไปตามโรดแมปที่วางไว้ ทำให้ผู้นำฝรั่งยุโรปพอใจระดับหนึ่ง เพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องยึดอำนาจเพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมืองจริงๆ และไม่ต้องการอยู่ในอำนาจตลอดไป แต่จะจัดให้มีการเลือกตั้งในปลายปี 2560
หลังจากนั้น จะมีผู้นำที่มาตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนฝรั่งอเมริกันวุ่นวายไม่ได้เต็มที่เพราะภายในประเทศตนเองกำลังยุ่งอยู่กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ อีกทั้งคอลัมนิสต์อเมริกันบางคนวิจารณ์รัฐบาลตนเองว่า วอชิงตันเดินเกมพลาดในความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยชุดนี้
ล่าสุด เมื่อรัฐบาลไทยประกาศให้คดีความต่างๆ ไปขึ้นกับศาลยุติธรรมตามปกติ เท่ากับปลดล็อกเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ฝรั่งอเมริกันและยุโรปรวมหัวกล่าวหาก่อนหน้านี้ไม่นาน ระยะหลัง เสียงวิจารณ์ก็ห่างไปและความรุนแรงก็ลดลง ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ไปรวมหัวกันอยู่ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนระยะแรกและลดความรุนแรงลง ฝรั่งทั้งผู้สื่อข่าวและสถานทูตน่าจะคิดทบทวนว่า ทำไมประชาชนส่วนใหญ่จึงนิยมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้น ในขณะที่คะแนนนิยมต่ออำนาจเก่าที่อ้างเป็นตัวแทนประชาธิปไตยลดลง
วันนี้ “แผนการโลกล้อมประเทศ” ที่กลุ่มสูญเสียอำนาจเคยใช้เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มจะไม่ขลังแล้ว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถแหวกวงล้อมแผนโลกล้อมประเทศได้สำเร็จในระดับหนึ่ง ในขณะที่ความนิยมที่มีต่อนายกรัฐมนตรีคนนี้ผ่านโพลต่างๆ ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเจ้าของแผนก็ชักแย่ลงทุกที ฝรั่งคงต้องทบทวนว่าจะเชื่อเจ้าของแผนนี้ต่อไปอีกหรือไม่







