
สั่งปิดแล้วรง.รีไซเคิลก่อมลพิษ
โรงงานรีไซเคิลน้ำมันเครื่องครวญ หลังถูกสั่งปิดโรงงาน แฉถูกกลั่นแกล้งจากอดีตพนักงานสุดแสบกล่าวหาปล่อยทิ้งสารพิษอันตรายลงสู่ที่สารธารณะ
โรงงานรีไซเคิลน้ำมันเครื่องครวญ หลังถูกสั่งปิดโรงงาน แฉถูกกลั่นแกล้งจากอดีตพนักงานสุดแสบกล่าวหาปล่อยทิ้งสารพิษอันตรายลงสู่ที่สารธารณะ
น.ส.อทิตา กวีพันธ์ อายุ 29 ปี หนึ่งในกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายประสานงานและบริการลูกค้า บริษัท ฟิวชั่น ดีเวลลอปเมนท์ ตั้งอยู่เลขที่ 68/1 และ 88 ม.14 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวชี้แจงถึง กรณีมูลเหตุข้อเท็จจริงถูกสั่งปิดโรงงานว่า ที่ผ่านมาทางบริษัทได้ถูกอดีตพนักงาน ซึ่งถูกให้ออกจากงานในคดีลักทรัพย์นายจ้างซึ่งมีกลุ่มพรรคพวก เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และฝ่ายปกครองท้องที่ จัดฉากใส่ร้าย กล่าวหาว่า เป็นผู้นำสารพิษอันตรายออกไปทิ้งยังนอกโรงงาน
ทำให้สื่อมวลชนบางแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และสถานีโทรทัศน์ส่วนกลางบางช่อง นำเสนอแต่เพียงด้านเดียว โดยที่ไม่ได้มีการเปิดโอกาสให้แก่ทางฝ่ายบริษัทได้ทำการชี้แจงในข้อเท็จจริงบ้าง ทั้งที่เป็นข่าวที่ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก โดยข้อเท็จจริงนั้น เมื่อประมาณต้นปี 53 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้มีการตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินภายในบริษัทนั้น ได้สูญหายไปหลายรายการ จึงได้เข้าแจ้งความไว้กับ ร.ต.ต.เสถียรพงษ์ อ่อนสีทอง พนักงานสอบสวน สภ.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้ไปตรวจพบของกลางซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางบริษัท จำพวกมอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม ปั้มน้ำ เครื่องคอมพิวเตอร์ พรินเตอร์ รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ในโรงงานรวมกว่า 54 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 3-4 แสนบาท ถูกนำไปวางจำหน่ายยังร้านค้า ขายของเก่าในเขตย่าน จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ดำเนินคดีกับเจ้าของร้านก่อนที่ผู้ต้องหาจะซัดทอดว่า สิ่งของเหล่านี้ ได้รับซื้อมาจาก นายชาติชาย เขมะเพชร อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52 ม.10 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพนักงานของบริษัท ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขนส่ง เป็นผู้นำมาจำหน่ายให้ หลังจากทางบริษัททราบข้อเท็จจริง จึงได้เตรียมดำเนินการสอบสวน และให้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ออกจากบริษัทไป
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก นายชาติชาย นั้นได้รู้ตัวก่อนว่าจะถูกให้ออกจากงาน จึงได้สั่งผู้ได้บังคับบัญชาตามสายงานในหน้าที่ ที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องการปล่อยรถจัดส่งน้ำมันเก่าจากภาคอุตสาหกรรม นำไปทำการเทปล่อยทิ้งไว้ตามพื้นที่ ในเขตตำบลต่างๆ รวม 4 จุด พร้อมกับได้ทำการถ่ายภาพไว้ โดยที่ในภาพนั้นมีนายชาติชาย เป็นผู้ที่ยืนชี้จุดเกิดเหตุเองอยู่ในภาพก่อนที่จะส่งภาพดังกล่าว พร้อมด้วยเอกสารที่จัดทำเป็นจดหมาย ไปยังโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นลูกค้า ที่ว่าจ้างให้แก่ทางเรารับกำจัดเศษน้ำมันเก่า ว่าทางเราไม่ได้ดำเนินการกำจัดสารเคมีกากอุตสาหกรรมตามที่ได้รับใบอนุญาต
นอกจากนี้ ยังได้นำภาพดังกล่าวไปแจกจ่ายให้แก่สื่อมวลชนท้องถิ่น และสื่อส่วนกลางบางแขนงนำไปเสนอข่าวแต่เพียงด้านเดียว ที่ผ่านมาทางบริษัทได้ทำการยื่นฟ้องต่อศาล ในข้อหาหมิ่นประมาทต่อ นายชาติชาย ในกรณีดังกล่าวแล้ว และศาลจังหวัดชลบุรี ได้มีคำพิพากษา สั่งจำคุก นายชาติชาย เป็นเวลา 9 เดือนแต่นายชาติชายได้ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ดำเนินการจัดฉากในเรื่องดังกล่าวจริง และไม่เคยกระทำผิดมาก่อน จึงได้ให้โทษจำคุกรอลงอาญาไว้ 2 ปี ส่วนคดีลักทรัพย์นั้นยังอยู่ในชั้นของพนักงานอัยการพิจารณาสำนวนฟ้อง
หลังจากนั้น นายชาติชาย ยังไม่ยอมหยุดการกระทำ และได้เริ่มออกมาเคลื่อนไหว ร่วมกับกลุ่มพรรคพวก ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และผู้ใหญ่บ้าน ในการพยายามที่จะกลั่นแกล้ง ปลุกระดมนำพาชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องในข้อเท็จจริงทั้งหมด จำนวนกว่า 20 คน ออกมาร่วมกันชุมนุมร้องเรียนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโดยกล่าวหาว่าโรงงานปล่อยน้ำเสียออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมทั้งได้มาตั้งเต็นท์ รวมตัวกันชุมนุมยังบริเวณบนถนนด้านหน้าโรงงานมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันยังถือโอกาสในการโจมตีบริษัทอีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 เม.ย.53 เวลา 02.00 น. พนักงานในโรงงานลืมปิดวาล์วน้ำ ปล่อยให้น้ำล้นออกมายังด้านนอกโรงงาน กลุ่มของนายชาติชายจึงได้ใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ว่าทางบริษัทปล่อยน้ำเสียออกมายังคูน้ำด้านหน้าโรงงาน และไหลลงสู่ลำคลองสาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณะสุขและสิ่งแวดล้อม จากกรุงเทพฯ และในจังหวัด เข้ามาเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบ แต่ก็ไม่พบว่ามีสารเคมีอันตรายปรนเปื้อนอยู่ในน้ำ ตามที่ถูกกล่าวหา
"จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทำให้ทางโรงงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งความเชื่อมั่นจากลูกค้า ที่ระงับการส่งน้ำมันเก่ามากำจัด รีไซเคิล รวมถึง 9 บริษัท มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท" น.ส.อทิตา กล่าว







