
เชื่อมภาษาแก้ปัญหาภาคใต้
ตลอดช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา บุคลากรในโรงเรียนรัฐบาลกว่า 1,200 แห่งในเขตชายแดนภาคใต้เผชิญความหวาดผวาตลอดเวลาขณะปฏิบัติหน้าที่ หลายครั้งทั้งครูและนักเรียนต้องเห็นภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมเพื่อนร่วมโรงเรียนที่มาจากความขัดแย้งทางศาสนาและการเมือง ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์มากกว่า 6,500 ชีวิต
ตลอดช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา บุคลากรในโรงเรียนรัฐบาลกว่า 1,200 แห่งในเขตชายแดนภาคใต้เผชิญความหวาดผวาตลอดเวลาขณะปฏิบัติหน้าที่ หลายครั้งทั้งครูและนักเรียนต้องเห็นภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมเพื่อนร่วมโรงเรียนที่มาจากความขัดแย้งทางศาสนาและการเมือง ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์มากกว่า 6,500 ชีวิต
ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา เกิดเหตุสังหารบุคลากรและครูเกือบ 200 ราย และโรงเรียนรัฐ 300 แห่งถูกทำลายบ่งชี้ว่าการศึกษาเป็นประเด็นสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งประกอบไปด้วยประชากร 4 ใน 5 เป็นชาวมุสลิม
เว็บไซต์ เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษ ตั้งข้อสังเกตว่า การแบ่งแยกในด้านการศึกษาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ยิ่งฝังรากลึกของความรุนแรงให้คงอยู่ต่อไป
อิสมาอิล จามาท ครูสอนวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนบ้านตันหยง ระบุว่า เมื่อผู้คนในพื้นที่รู้สึกว่าโรงเรียนรัฐบาลเป็นของคนไทย และโรงเรียนสอนศาสนาเป็นที่สำหรับปาตานี หรือกลุ่มเชื้อชาติมาเลย์ผู้นับถือศาสนาอิสลาม สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความรุนแรงที่เห็น
นอกจากนี้ ยังมีหลายฝ่ายเชื่อว่า เหตุการณ์โจมตีโรงเรียนรัฐบาลและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรู้สึกแบ่งแยกในนโยบายด้านการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการสอนภาษาในโรงเรียนที่ขยายตัวขึ้นในกลุ่มมุสลิม ซึ่งสร้างความกังวลถึงการลดทอนอัตลักษณ์ของปาตานี
กลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (ไอซีจี) ระบุว่า การลดความสำคัญของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศาสนา และภาษา ที่เป็นอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นให้ความรุนแรงหนักขึ้น
ที่ผ่านมา นโยบายการศึกษา ซึ่งบังคับให้เรียนหลักสูตรภาษาไทยเท่านั้น ก่อให้เกิดความไม่พอใจในชุมชนปาตานี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่มาอย่างยาวนาน และยังทำให้คุณภาพการศึกษาในพื้นที่มีมาตรฐานต่ำ คนในพื้นที่จำนวนมากมองว่าเป็นความพยายามลดคุณค่าและกลืนวัฒนธรรมมุสลิมปาตานี
สุวิไล เปรมศรีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คาดว่า โครงการนำร่องที่เริ่มใช้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จะสามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาว โดยบูรณาการภาษาปาตานี-มาเลย์ เข้ามาในชั้นเรียน เพื่อสะท้อนความเคารพความต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยพบว่านักเรียนชั้นประถม 1 จำนวน 58% มีความเข้าใจในการเรียน 2 ภาษามากขึ้น และมีคะแนนดีขึ้น 70%
อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงคลางแคลงใจ ถึงความเหมาะสมในการใช้โครงการนี้ ซึ่งมีการบรรจุภาษาอาระบิกในหลักสูตร ขณะที่สุวิไลทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เจ้าหน้าที่รัฐเห็นผลที่ดีขึ้นจากโครงการดังกล่าว สิ่งสำคัญคือ เสถียรภาพทางการเมืองจากกรุงเทพฯ ที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายและเอื้อต่อโครงการดังกล่าว







