
รับมือมาตรฐานสหรัฐ
เป็นสัญญาณเตือนที่มีนัยสำคัญต่อผู้ส่งออกไทยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (เอฟดีเอ) เผยแพร่รายงาน Import Refusal Report เรื่องการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในช่วงเดือน มิ.ย. 2559 โดยเอฟดีเอตรวจพบว่ามีสินค้าจากไทยที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นไปตามข้อตกลง 37 ครั้ง เพิ่มขึ้น 54.17% เทียบกับเดือน พ.ค. 2559 ที่มีการตรวจพบสินค้าจากไทยไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นไปตามข้อตกลง 13 ครั้ง นอกจากนี้ เอฟดีเอยังประกาศปฏิเสธการนำเข้าสินค้าที่ส่งออกจากผู้ประกอบการไทยรวม 27 ราย เพิ่มขึ้น 51.85% เทียบกับเดือน พ.ค. 2559 ที่มีผู้ประกอบการไทยที่ถูกปฏิเสธการนำเข้า 14 ราย
เป็นสัญญาณเตือนที่มีนัยสำคัญต่อผู้ส่งออกไทยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (เอฟดีเอ) เผยแพร่รายงาน Import Refusal Report เรื่องการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในช่วงเดือน มิ.ย. 2559 โดยเอฟดีเอตรวจพบว่ามีสินค้าจากไทยที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นไปตามข้อตกลง 37 ครั้ง เพิ่มขึ้น 54.17% เทียบกับเดือน พ.ค. 2559 ที่มีการตรวจพบสินค้าจากไทยไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นไปตามข้อตกลง 13 ครั้ง นอกจากนี้ เอฟดีเอยังประกาศปฏิเสธการนำเข้าสินค้าที่ส่งออกจากผู้ประกอบการไทยรวม 27 ราย เพิ่มขึ้น 51.85% เทียบกับเดือน พ.ค. 2559 ที่มีผู้ประกอบการไทยที่ถูกปฏิเสธการนำเข้า 14 ราย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสินค้าที่ถูกเอฟดีเอตรวจพบว่าไม่ได้มาตรฐานและไม่เป็นไปตามข้อตกลง ปรากฏว่าเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภครวม 13 รายการ เช่น มะขาม มะขามแห้ง ปลาทูน่า กะทิ ที่ตรวจสอบพบว่ามีฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรก เน่าเสีย ไม่เหมาะจะเป็นอาหารเพื่อการบริโภค ขณะที่สินค้าอื่นๆ เช่น ครีมบำรุงผิวหน้า เข็มฉีดยา และยา เอฟดีเอระบุว่า มีการติดฉลากผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้องตามระเบียบและข้อบังคับ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของกฎหมาย Food, Drug and Cosmetic Act เป็นต้น
ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ นครชิคาโก สหรัฐ รายงานว่า ในช่วงปลายปี 2559 เอฟดีเอจะออกกฎหมายฉบับใหม่ ชื่อ Food Safety Modernization ACT หรือ FSMA ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการควบคุมและป้องกันความปลอดภัยอาหารคนและสัตว์ การควบคุมผักผลไม้สด การกำหนดโปรแกรมตรวจสอบผู้ผลิตและส่งออกในต่างประเทศ (Foreign Supplier Verification Program) และผู้ขายวัตถุดิบ (Third PartyAccredited Certification)
ในขณะที่ข้อกำหนดภายใต้กฎหมายฉบับใหม่นี้จะบังคับให้ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารไปสหรัฐต้องจดทะเบียนโรงงานกับเอฟดีเอ และจะต้องต่ออายุทะเบียนทุกๆ 2 ปี ส่วนตัวสินค้าบรรจุแบบ Airtight เช่น เครื่องกระป๋อง จะต้องจดทะเบียน Food Canning Establishment (FCE Number) และยังกำหนดระเบียบฉลากสินค้า ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ 3 ประการ คือ คุณค่าโภชนาการ (Nutrition) แหล่งกำเนิดสินค้า (Country of Origin) และการแจ้งส่วนผสมอาหาร (Ingredients)
แน่นอนว่าด้วยระเบียบปฏิบัติและข้อบังคับของสหรัฐที่มีความเข้มงวดจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งสินค้าไปสหรัฐ ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า แต่ละปีไทยส่งออกสินค้ากลุ่มเกษตรและอาหารไปสหรัฐประมาณ 1.3 แสนล้านบาท เช่น ข้าว ผักผลไม้ สินค้าประมงแปรรูป น้ำผลไม้และผลไม้กระป๋อง รวมทั้งอาหารแปรรูปอื่นๆ
ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ส่งออกทั้งที่ส่งสินค้าไปสหรัฐและส่งสินค้าออกไปทั่วโลก จะต้องปรับตัวรับมือกับกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อไม่ให้สินค้าถูกตีกลับ เพราะนอกจากจะเพิ่มภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดโลกด้วย ในขณะที่ภาครัฐเองก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างจริงจัง







