posttoday
ก.ย.ผันผวนหนัก แบงก์ชาติตบเท้าเขย่าโลก

ก.ย.ผันผวนหนัก แบงก์ชาติตบเท้าเขย่าโลก

12 กันยายน 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เดือน ก.ย.มักได้ชื่อเป็น “เดือนที่แย่ที่สุดสำหรับตลาดหลักทรัพย์” และเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงเกือบ 400 จุด ซึ่งเป็นการปรับลดลงในรอบวันที่มากที่สุดตั้งแต่อังกฤษทำประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิตเลยทีเดียว จากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ ประกอบกับความผิดหวังต่อการสงวนท่าทีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)

ความเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์ แสดงให้เห็นว่า ท่าทีของธนาคารกลางมีผลต่อตลาดหลักทรัพย์อย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มจะผันผวนยาวไปจนสิ้นเดือน เนื่องจากช่วงสัปดาห์นี้ไปจนถึงสัปดาห์หน้า ธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจมีกำหนดการประชุมถึง 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่ ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ก่อนจะตามมาด้วยเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่มีกำหนดการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.นี้

“ตลาดกระทิงไม่เคยเป็นเหมือนเดิมเมื่อถึงเดือน ก.ย.ทีไร เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เดือน ก.ย.มักเป็นเดือนที่แย่ที่สุดของปีสำหรับตลาด” บีสโพค อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป เผยรายงานเมื่อสิ้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ตามประวัติศาสตร์ 100 ปีที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงเฉลี่ย 0.96% ในเดือน ก.ย.และไม่มีเดือนไหนของปีเลยที่มีค่าเฉลี่ยปรับตัวลง และนักวิเคราะห์ต่างพยายามหาคำตอบสำหรับความผันผวนดังกล่าว โดยมักระบุว่า เดือน ก.ย.เป็นเดือนที่มีปริมาณการซื้อขายต่ำ เนื่องจากนักลงทุนในตลาดมักจะหยุดพักร้อนในเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับปีนี้ความผันผวนไม่ได้เกิดแค่กับตลาดหุ้นสหรัฐเท่านั้น โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ก็ปรับลดลงไป 1.9% มากที่สุดนับตั้งแต่เบร็กซิตเช่นเดียวกัน

ความผันผวนดังกล่าวเป็นไปในทางเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ โดยเป็นผลมาจากการเปิดเผยของ เอริก โรเซนเกรน ประธานเฟดสาขาบอสตันและหนึ่งในสมาชิกเอฟโอเอ็มซี เปิดเผยว่า การขึ้นดอกเบี้ยนับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากหากเฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไปมากกว่านี้ จะยิ่งสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

การเปิดเผยดังกล่าว เพิ่มแนวโน้มที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางตลาดที่มักจะฟังความคิดเห็นของประธานเฟดและสมาชิกเอฟโอเอ็มซีในการ “เก็ง” ว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ และเมื่อใด โดยในช่วงสัปดาห์หน้าจะมีประธานเฟดอีกหลายคนออกมาให้ความเห็น ได้แก่ เดนนิส ล็อคฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา และ นีล แคชคารี ประธานเฟดสาขามินนิโซตา รวมถึง
ลาเอล เบรนนาร์ด สมาชิกเอฟโอเอ็มซี ที่จะมีการแสดงความเห็นในวันที่ 12 ก.ย.นี้

นอกจากการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกเอฟโอเอ็มซีแล้ว ตลาดที่ปิดตัวแดนลบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังเป็นผลมาจากการไม่ออกนโยบายกระตุ้นเพิ่มของอีซีบี ที่ทำให้บรรดาตลาดต้องหันกลับมามองว่า จะมี “เงินง่าย” จากนโยบายการเงินไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่เพิ่มใหม่

ก่อนหน้าการเปิดเผยดังกล่าวของโรเซนเกรน ฟากยุโรปอย่างอีซีบียังประกาศคงมาตรการเอาไว้เหมือนเดิม พร้อมกับไม่มีการขยายโครงการซื้อคืนสินทรัพย์มูลค่า 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะสิ้นสุดอยู่แล้วในเดือน มี.ค. 2017 ออกไป และไม่มีการให้สัญญาใดๆ ที่ชัดเจนในนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดผิดหวังไปตามๆ กัน หลังก่อนหน้าการเปิดเผยนโยบาย บางส่วนคาดหวังว่าอีซีบีจะขยายระยะเวลาโครงการซื้อคืนสินทรัพย์ออกไปอีก

ตลาดเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว หลังจากนโยบายการเงินทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่จนตลาดหุ้นแตะจุดสูงสุดในรอบ 14 เดือน ขณะที่ผลตอบแทนตราสารหนี้ร่วงลงต่ำสุดตั้งแต่ปี 2013 ก่อนลดลงเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา

ด้านบีโอเจเอง ตลาดไม่สามารถคาดหวังจะออกมาตรการเพิ่มได้มากนัก โดยเฉพาะมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์มูลค่า 80 ล้านล้านเยน (ราว 24 ล้านล้านบาท) หลังบีโอเจถือพันธบัตรรัฐบาลที่ซื้อคืนมาตามมาตรการดังกล่าวเอาไว้มากถึง 35% ของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นทั้งตลาดและมูลค่าการซื้อคืนสินทรัพย์ปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 24 ล้านล้านบาท) ยังคิดเป็น 2 เท่า ของการออกพันธบัตรใหม่อีกด้วย

แม้ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ จะยืนยันว่า มาตรการการเงินทั้งการใช้ดอกเบี้ยติดลบและการซื้อคืนสินทรัพย์นั้นเห็นผลต่อเศรษฐกิจ และพร้อมจะออกมาตรการการเงินเพิ่มเติมหากจำเป็น อย่างไรก็ตาม คุโรดะ ยอมรับเป็นครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งบีโอเจประกาศใช้เป็นครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด รวมถึงกระทบต่อรายได้ของธนาคารพาณิชย์

ขณะเดียวกัน ความเห็นของผู้ว่าธนาคารกลางทั้งสองคน ทั้งคุโรดะและมาริโอ ดรากี ซึ่งเผชิญสถานการณ์คล้ายกัน คือ ความคาดหวังของตลาดที่กดดันให้เดินหน้ามาตรการเพิ่มท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ไม่ฟื้นถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ยังสอดคล้องกันกับประเด็นการปฏิรูปโครงสร้าง

ดรากี ได้เน้นย้ำในการแถลงข่าวหลังการประชุมเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ว่า การปฏิรูปโครงสร้างจะต้องยกระดับขึ้น และการปฏิรูปโครงสร้างนั้นมีความจำเป็นต่อการเพิ่มศักยภาพการผลิต การผลักดันให้เอกชนลงทุนและการจ้างงาน ขณะที่ก่อนหน้านี้ คุโรดะ เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่นอยู่เนืองๆ ในเรื่องการผลักดันให้ญี่ปุ่นเปิดรับแรงงานต่างชาติมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือตลาดแรงงานหลังญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม การปราศจากนโยบาย “เงินง่าย” จะทำให้นักลงทุนพิจารณาการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงกว่าเสียใหม่ อย่างที่ปรากฏมาแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เฟดกำลังเดินหน้าไปในทางตรงกันข้ามด้วยการใช้นโยบายการเงินอย่างเข้มงวด

“ทุกอย่างหมุนรอบสิ่งที่เกิดในบรรดาธนาคารกลางประเทศพัฒนาแล้ว ความเห็นของโรเซนเกรน ซึ่งเฟดจะมุ่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น ทำให้นักลงทุนสนใจในความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยถ้าสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยจะกลายเป็นการกำหนดมาตรฐานต้นทุนกู้ยืมโลก และทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง” เนล เชียริง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แคปปีตอล อีโคโนมิกส์ บริษัทที่ปรึกษาในนิวยอร์กกล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท