
ทางตัน เรียกเสียหายจำนำข้าว
การเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและสังคมไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมาคณะกรรมการพิจารณาการรับผิดทางแพ่งที่มี มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้สรุปผลการพิจารณากรณี บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ทำให้เกิดความเสียหายจากการขายรัฐต่อรัฐไม่จริง หรือเป็นการขายรัฐต่อรัฐที่ไม่เกิดขึ้นจริง ทำให้รัฐเสียหายจำนวน 2 หมื่นล้านบาท
คณะกรรมการฯ ได้ส่งผลการพิจารณาให้กระทรวงพาณิชย์มาหลายเดือนในฐานะหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย เพื่อดำเนินการเรียกค่าเสียหาย แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าเพราะยังไม่รู้จะทำอย่างไรให้เรียกค่าเสียหายได้จริง จนมีข่าวแพลมออกมาว่า มีความคิดจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจมาตรา 44 ให้อดีต รมว.พาณิชย์ และพรรคพวกชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เพราะฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมองว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อเล่นงานทางการเมือง
ในส่วนของการพิจารณาความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปล่อยให้เกิดความเสียหายโดยไม่ยับยั้ง ที่ผ่านมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง สำนักนายกรัฐมนตรี ชงผลสอบว่าอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ทำให้เกิดความเสียหาย 2.86 แสนล้านบาท
แต่ทว่าเมื่อมาถึงคณะกรรมการพิจารณาการรับผิดทางแพ่งกลับมีข้อมูลหลุดออกมาว่า คณะกรรมการฯ ได้สรุปผลเสียหาย 1.78 แสนล้านบาท เพราะคิดว่าจากโครงการรับจำนำข้าว 3 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ เพราะคณะกรรมการฯ มองว่าอดีตนายกฯ ได้รับการท้วงติงจากหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ ว่าโครงการนี้ทำให้เกิดความเสียหายเมื่อตอนดำเนินโครงการรับจำนำข้าว 3-5 โครงการหลักเท่านั้น
ที่ร้อนกว่านั้นก็คือคณะกรรมการฯ ให้เรียกค่าเสียหายจากอดีตนายกฯ เพียง 20% ของ 1.78 แสนล้านบาท หรือ 3.57 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 80% หรือ 1.4 แสนล้านบาท ให้ไปเรียกค่าเสียหายจากข้าราชการที่เกี่ยวข้องที่ทำตามคำสั่งของนายกฯ
ยิ่งลักษณ์ออกมาตีกันเรื่องนี้ทันทีว่ามีการกดดันคณะกรรมการพิจารณาการรับผิดทางแพ่งกลับเพื่อให้เรียกค่าเสียหายจำนวนมาก อีกทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยที่จะมีการใช้มาตรา 44 เพื่อบังคับให้ใช้ความเสียหาย ควรให้เป็นเรื่องของการฟ้องร้องทางแพ่ง
สถานการณ์ของการเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่เกิดขึ้น นอกจากเป็นเรื่องร้อนแล้ว ยังถูกลากไปมาทำให้เกิดความสับสนว่า สุดท้ายค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นเท่าไร ใครต้องชดใช้บ้าง และจะทำอย่างไรให้ผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายยอมชดใช้
มนัสเคยให้ความเห็นย้ำหลายครั้งว่า การเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้เป็นการฟ้องศาล แต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้ความเสียหาย โดยคณะกรรมการฯ เป็นผู้ออกคำสั่งและหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายไปดำเนินการ กรณีของบุญทรง ก็เป็นกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นผู้ดำเนินการ กรณีของยิ่งลักษณ์ ก็เป็นกระทรวงการคลังที่เป็นผู้เสียหายดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกให้ชดใช้ความเสียหาย หากไม่เห็นด้วยก็สามารถไปฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งทางปกครองที่ให้ชดใช้ความเสียหายได้
ทั้งนี้ หากพิจารณาตามที่มนัสอธิบายจะเห็นว่า เรื่องการชดใช้ความเสียหายสุดท้ายก็ต้องว่ากันถึงศาลปกครอง หากศาลปกครองยืนตามเดิม ก็ยังต้องใช้เวลาบังคดีให้ผู้ที่เรียกค่าเสียหายชดใช้ต่อไป
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมา ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่แท้จริงควรเป็นเท่าไร ซึ่งหากดูจาก สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ รับทราบการปิดบัญชี ณ วันที่ 30 ก.ย. 2558 แล้ว ซึ่งมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นจากการปิดบัญชี ณ วันที่ 30 ก.ย. 2557 ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ผลขาดทุนจำนำข้าว ณ วันที่ 30 ต.ค. 2557 อยู่ที่ 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 11 โครงการก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขาดทุน 1.63 แสนล้านบาท และ 4 โครงการ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขาดทุน 5.36 แสนล้านบาท ทำให้ผลขาดทุนล่าสุดอยู่ที่ 7.4 แสนล้านบาท โดยผลขาดทุน 4 หมื่นล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นเป็นโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็น 5.76 แสนล้านบาท
ผลขาดทุนอาจจะสามารถคิดเป็นความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ แต่ก็มีหลายฝ่ายท้วงว่าความเสียหายที่แท้จริงต้องรอให้มีการระบายข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวให้หมดเสียก่อน ถึงจะรู้ผลขาดทุนที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบันเหลืออยู่ 4.8 แสนล้านบาท จากเดิม 5.1 แสนล้านบาท เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ระบายขายข้าวมีรายได้มาชำระหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลมีนโยบายให้เร่งระบายข้าว เนื่องจากข้าวเสื่อมคุณภาพอย่างรวดเร็วเนื่องจากเก็บมาหลายปี ถึงขายได้ราคาน้อยกว่าก็ดีกว่าต้องเสียค่าเก็บรักษาและค่าดอกเบี้ยเงินกู้
กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้จำนำข้าวทั้งหมดประเมินว่า หากระบายข้าวที่เหลือทั้งหมดมาใช้หนี้ ก็ยังมีหนี้ค้างเหลืออีกถึง 4.5 แสนล้านบาท เพราะข้าวที่เหลือส่วนใหญ่เป็นข้าวที่เสื่อมคุณภาพ ต้องขายในเชิงพาณิชย์เพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ หรือขายในเชิงอุตสาหกรรมไปผลิตเป็นเอทานอล ซึ่งจะได้ราคาต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนข้าวที่รับจำนำมา
สำหรับหนี้ที่เหลือทั้งหมด 4.5 แสนล้านบาท สบน.จะทำการบริหารหนี้เชิงรุก จะประชุมหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธ.ก.ส. ในฐานะเจ้าหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะที่ดูแลตลาดเงิน และสำนักงบประมาณให้มีการจ่ายชำระหนี้จำนำข้าวในแต่ละปีให้ชัดเจน เหมือนกับการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)
ปัจจุบันสำนักงบประมาณจัดสรรงบชำระหนี้จำนำข้าวทั้งต้นและดอกเบี้ยปีละประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ต่อไปจะต้องใช้เวลาอีก 9 ปี ถึงจะชำระหนี้ได้หมด
เมื่อพิจารณาจากหนี้ที่คาดว่าจะเหลืออีก 4.5 แสนล้านบาท ก็สามารถตีเป็นความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวได้เช่นกัน ซึ่งหากรวมกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมาอีกหลายปี เมื่อรวมกันแล้วก็จะมียอดเป็น 5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่อนุกรรมการปิดบัญชีเสนอให้นายกฯ รับทราบ
ตัวเลขปิดบัญชี และตัวเลขหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวทำให้เห็นภาพชัดว่า ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท แต่วันนี้การเรียกค่า
เสียหายจากบุญทรง และพวก 2 หมื่นล้านบาท จากยิ่งลักษณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 2.86 แสนล้านบาท รวมกันเป็นการเรียกค่าเสียหาย 3 แสนล้านบาท ยังมีค่าเสียหายอีก 2 แสนล้านบาท ที่ยังไม่รู้จะไปทวงจากใครให้มารับผิดชอบ
จากข้อเท็จจริงทำให้เห็นว่าการเรียกค่าเสียหายจำนำข้าวยังต้องเป็นเรื่องอลเวงไล่ไม่จนกันอีกนาน การเรียกค่าเสียหายจากบุญทรง ที่แจ้งบัญชีทรัพย์สินมีเงินหลักสิบล้านบาท และยิ่งลักษณ์ ที่แจ้งบัญชีทรัพย์สินหลักร้อยล้านบาท ให้เรียกความเสียหายจากทั้งสองคนให้หมดตัวก็ได้เงินไม่ถึงพันล้านบาท เทียบไม่ได้กับความเสียหายที่ตามทวง 3 แสนล้านบาท ยังไม่รวมอีก 2 แสนล้านบาท ที่ยังไม่รู้จะไปทวงจากใคร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การเรียกความเสียหายจำนำข้าวจะดูอืดไม่คืบหน้า เพราะยิ่งเดินไล่เท่าไรก็เจอทางตันมากเท่านั้น







