posttoday
องค์กรอิสระ ณ ศาลาพักใจ

องค์กรอิสระ ณ ศาลาพักใจ

11 กันยายน 2559

“ศาลาพักใจ” คือที่พักของคนอกหักเศร้าหมอง บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทับถมองค์กรอิสระหรือบุคลใดๆ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“ศาลาพักใจ” คือที่พักของคนอกหักเศร้าหมอง

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทับถมองค์กรอิสระหรือบุคลใดๆ ในองค์กรอิสระ แค่อยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองของคนที่ห่วงใยบ้านเมือง เผื่อว่าถ้ามีคนเห็นด้วยก็อาจจะมีการผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการทำงานของบุคคลในองค์กรอิสระดังกล่าว อย่างน้อยก็แสดงความเป็นอารยะของคนไทยในแนวทางของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ทุกคนมุ่งหวัง

ตอนที่ผู้เขียนในฐานะประธานอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นประจำจังหวัดนนทบุรี ออกรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 พบว่าประชาชนมีความคาดหวังสูงมากในการปฏิรูปการเมือง ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้เพิ่มเรื่องสิทธิอำนาจและบทบาทการมีส่วนรวมของประชาชนค่อนข้างมาก จนได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” สิ่งหนึ่งที่เป็นนวัตกรรมของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็คือการให้มีองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อมารองรับสิทธิอำนาจทั้งหลายของประชาชน

หลายองค์กรก็ทำหน้าที่ได้ดี เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และผู้ตรวจเงินแผ่นดิน แต่บางองค์กรก็แย่อย่างเช่นศาลรัฐธรรมนูญที่เสียงแตกจนปล่อยให้ “ซาตานยุคดาวเทียม” พ้นผิดในข้อหาซุกหุ้น หรือผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (ชื่อตอนนั้น ปัจจุบันเหลือแค่ผู้ตรวจการแผ่นดินเฉยๆ นัยว่าจะทำให้ดูว่าไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐสภาและเป็นอิสระจริงๆ) ที่ทำหน้าที่แค่เป็นบุรุษไปรษณีย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เป็นเพียงที่ทำงานของพวกเอ็นจีโอหรือคณะกรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นแค่ศูนย์รวมของ "มนุษย์เครือข่าย"

องค์กรที่ทำงานไม่ได้เรื่องจึงเป็นแค่ “ไส้ติ่ง”

เกือบ 20 ปีผ่านไป ผลงานขององค์กรอิสระต่างๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าองค์กรใดเป็นของแท้หรือของเทียม ซึ่งในส่วนตัวของผู้เขียน (ตอนที่เป็นคณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ช่วง พ.ศ. 2547-2551) ที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการคัดสรรบุคคลที่จะเข้าไปเป็นกรรมการต่างๆ ในองค์กรอิสระเหล่านี้มาหลายแห่ง มีข้อสังเกตเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวขององค์กรอิสระเหล่านี้ ดังนี้

ประการแรก องค์กรอิสระหลายองค์กรมีลักษณะ “สร้างดาวคนละดวง” คือกรรมการแต่ละคนก็เป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกันและกัน ยกตัวอย่าง กกต.ที่แบ่งบทบาทหน้าที่ของกรรมการแต่ละคนแยกกันไป เช่นเดียวกันกับผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีแค่ 3 คน แต่ก็ไม่ได้ขึ้นต่อกันและกัน พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้ทำงานเป็นทีม หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็มีการแบ่งก๊กแบ่งกลุ่มดูแลเอ็นจีโอที่มาพึ่งพาอาศัย รวมถึงสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสภาพัฒนาการเมือง ที่เป็นอาณาจักรของกรรมการแต่ละคน

ประการต่อมา องค์กรอิสระหลายแห่งไม่สามารถทำหน้าที่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่สังคมตั้งความหวังไว้ได้ อย่างที่กล่าวกันว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ทำหน้าที่ตามกระแสการเมือง คณะกรรมการ ป.ป.ช. และ สตง. ก็ดูเหมือนจะอยู่ในข่ายเดียวกัน (พูดตรงไปตรงมาก็คือ เรื่องไหนถ้าสังคมสนใจ องค์กรเหล่านี้ก็จะตีปี๊บเร่งทำ แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ หรือไม่เป็นข่าว ผู้คนไม่สนใจ ก็จะไม่ตั้งใจทำ) ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงองค์กรในประการแรกที่ยังไปไม่ถึงไหน เนื่องจากการขัดแข้งขัดขากันและไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนอย่างถ่องแท้

อีกประการหนึ่ง เนื่องจากการได้มาของบุคลากรเหล่านี้ถูกคัดสรรผ่านกระบวนการของ “คนรู้จัก” จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่ากรรมการในองค์กรอิสระเหล่านี้จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา หลายครั้งมีข่าวว่าทำงานเพื่อพวกพ้องหรือเพื่อจะให้ได้รับการคัดเลือกให้มีตำแหน่งอยู่ต่อไป (ดีที่ว่าองค์กรอิสระหลายแห่งเป็นกรรมการได้แค่สมัยเดียว แต่ก็มีวาระนานมาก เช่น 6-9 ปี) บ่อยครั้งที่เราได้เห็นบุคคลเหล่านี้ “เฉิดฉาย” อยู่ในวงสังคม เหมือนว่าตัวเองช่างใหญ่โตเสียเหลือเกิน บางองค์กร เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ทำตัวเป็นศักดินา ไม่ให้เกียรติชาวบ้านและองค์กรภาคประชาชน ทั้งหมดนี้ล้วนขัดกับค่านิยมและพฤติกรรมแบบประชาธิปไตย

ประการสุดท้าย ด้วยสถานภาพของคนที่มาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระเหล่านี้ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นข้าราชการเกษียณ ผู้พิพากษาหรือนักกฎหมายสูงอายุ รวมถึงผู้อาวุโสในภาคส่วนต่างๆ จึงมีข้อด้อยในแง่ของความกระตือรือร้นที่จะทำงานเพื่ออนาคต ส่วนมากจะทำงานเพื่อรักษาสถานภาพหรือ Play Safe (เพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดเป็นหลัก) ในการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และที่เสียหายร้ายแรงที่สุดก็คือมาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งเหล่านี้ อย่างน้อยก็ในเรื่อง “ความสุขความสบาย ความมีหน้ามีตา และหวังให้สังคมนับถือ” อย่างที่เรียกว่ามาใช้องค์กรอิสระทั้งหลายเป็น “ศาลาพักใจ”

ตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ องค์กรบางองค์กรอย่างเช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม กับสภาพัฒนาการเมือง ล้วนอยู่ในเป้าหมายของการถูก “ยุบ” แต่ตอนนี้ก็รอดตัวมาได้ด้วยความกรุณาของ “เครือข่าย” ที่บังเอิญมีอำนาจอยู่ในส่วนยอดของการปกครอง ซึ่งก็หวังที่จะ “เลี้ยงดู” กันไปอีกสักระยะ

 ระวัง “ศาลาพักใจ” ต่อไปอาจจะเป็น “สุสานพักร้อน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท