
ชุมชนต้องมีส่วนร่วม
กรณีระเบียงอาคารพาณิชย์ ตลาดประชานิเวศน์ 1 จำนวน 12 คูหา พังถล่มลงมา
กรณีระเบียงอาคารพาณิชย์ ตลาดประชานิเวศน์ 1 จำนวน 12 คูหา พังถล่มลงมา ถือเป็นประเด็นใหม่ที่หน่วยงานรัฐต้องวางแนวทางเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนขึ้นมาอีก
ผลการตรวจสอบของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พบว่า อาคารมีปัญหาจากการออกแบบระเบียงกันสาดที่มีลักษณะอุ้มน้ำ เมื่อฝนตกลงมาทำให้กันสาดต้องรับน้ำหนักมาก น้ำซึมเข้าไปในตัวคอนกรีตที่เสื่อมสภาพทำให้เหล็กเกิดสนิม รับน้ำหนักไม่ไหวและพังลงมา ประกอบกับชั้น 3 บริเวณห้องโถงไม่มีเสาคานรับน้ำหนัก คาดว่าการออกแบบอาคารสมัยก่อนไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
ขณะที่สำนักงานตลาด กรุงเทพมหานครได้แจ้งยกเลิกการเช่าอาคารตั้งแต่ปี 2557 โดยก่อนหมดสัญญาเช่า ก็มีการให้ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดลตรวจสอบสภาพอาคาร ซึ่งพบว่าสภาพอาคารเก่าแก่ก่อสร้างมากว่า 30 ปี เสื่อมสภาพไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย จึงไม่ต่อสัญญาเช่า และเตรียมจะรื้ออาคารเพื่อก่อสร้างใหม่ โดยจะให้สิทธิแก่ผู้เช่าเดิม แต่บรรดาผู้เช่าไม่ยอมย้ายออก เป็นปัญหายืดเยื้อกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า แม้หน่วยงานรัฐจะมีมาตรการเพื่อความปลอดภัย ดำเนินการตรวจสอบสภาพ ความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยของอาคารที่ก่อสร้างมานาน แต่ก็ติดขัดที่การบังคับกับผู้เช่า เห็นได้ว่าแม้จะมีการฟ้องแพ่งบังคับให้ผู้เช่าย้ายออก แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งศาลยังไม่ตัดสิน ก็กลายเป็นสภาพสุญญากาศ
แต่การที่ผู้เช่าไม่ยอมย้ายออกนั้น ก็ไม่อาจปัดความผิดไปให้แก่ผู้เช่าเพียงฝ่ายเดียว แม้หน่วยงานรัฐจะดำเนินมาตรการต่างๆ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยแล้ว แต่ก็ถือว่ายังดำเนินการไม่ครบถ้วนรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อการดำรงชีพ รายได้ ของผู้เช่าเดิม
หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอาจต้องตั้งหลักทบทวนใหม่ โดยมองปัจจัยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันให้รอบด้าน ตลาดประชานิเวศน์ 1 นั้น ถือว่าอยู่ในทำเลกลางเมือง มีชุมชนใหญ่รายรอบเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นพื้นที่ทำเลทอง ซึ่งหากไม่มีการต่อสัญญาเช่าแก่ผู้เช่าเดิม แล้วทุบทำลายอาคารเดิมแล้วก่อสร้าง หรือนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์อย่างอื่น ย่อมได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นกว่าเดิม อาจเป็นสาเหตุให้ผู้เช่าเดิมไม่วางใจว่า หากย้ายออกชั่วคราวเพื่อให้มีการก่อสร้างใหม่แล้วจะยังได้สิทธิในการเช่าอาศัยหรือค้าขายเช่นเดิมหรือไม่
นี่คือโจทย์ใหม่ที่ทุกส่วนจะต้องเตรียมวางแนวทางรับมือ เพราะไม่ใช่เพียงแค่อาคาร 12 คูหาที่พังลงมาคราวนี้เท่านั้น แต่ยังมีอาคารเก่าทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนที่อยู่ในข่ายเช่นเดียวกันนี้อีกเป็นจำนวนมาก
ที่ผ่านมาการดำเนินการต่างๆ ของฝ่ายรัฐนั้นมักจะถูกมองอย่างกังขาว่าไม่น่าเชื่อถือ และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐมักจะไม่ใช้กระบวนการให้ประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจโครงการต่างๆ แม้รัฐจะให้หน่วยงานที่เป็นกลางเข้ามาเพื่อศึกษาผลกระทบหรือตรวจสอบ แต่ก็แทบไม่มีประโยชน์ เมื่อประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจตั้งแต่แรก ดังนั้นไม่ว่าผลการศึกษาจะออกมาอย่างไร ก็มักจะไม่ได้รับความเชื่อถือ
หากมองในด้านการประสานประโยชน์ทั้งของรัฐและของผู้เช่าเดิม อาจมีการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี จากฝ่ายรัฐ ผู้เช่า และภาคประชาสังคม ซึ่งรัฐและผู้เช่าช่วยกันคัดเลือกเพื่อให้คณะกรรมการไตรภาคีดังกล่าวได้ร่วมกันหาข้อสรุปที่เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นแนวทางสำคัญที่สุด สำหรับการแก้ปัญหาชุมชนในบริบทสังคมที่ซับซ้อนขึ้น







