
ต้องรอบคอบ
ในการเปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทย มีประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 9 ที่กำหนดให้ยกเลิกเรื่องการกำหนดราคาขายน้ำตาลภายในประเทศ จากที่ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทั้งราคาหน้าโรงงานและราคาขายปลีก ซึ่งจะนำไปสู่การลอยตัวราคาน้ำตาลทราย หรืออาจใช้รูปแบบราคาน้ำตาลกึ่งลอยตัวตามที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เคยศึกษาไว้ พร้อมทั้งให้ยกเลิกน้ำตาลโควตา ก. โควตา ข. และโควตา ค. และเปลี่ยนเป็นการกำหนดสต๊อกน้ำตาลแทน โดยจะให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นผู้บริหาร เพื่อให้มีปริมาณน้ำตาลเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศก่อน ที่เหลือจึงส่งออก
ในการเปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทย มีประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 9 ที่กำหนดให้ยกเลิกเรื่องการกำหนดราคาขายน้ำตาลภายในประเทศ จากที่ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทั้งราคาหน้าโรงงานและราคาขายปลีก ซึ่งจะนำไปสู่การลอยตัวราคาน้ำตาลทราย หรืออาจใช้รูปแบบราคาน้ำตาลกึ่งลอยตัวตามที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เคยศึกษาไว้ พร้อมทั้งให้ยกเลิกน้ำตาลโควตา ก. โควตา ข. และโควตา ค. และเปลี่ยนเป็นการกำหนดสต๊อกน้ำตาลแทน โดยจะให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นผู้บริหาร เพื่อให้มีปริมาณน้ำตาลเพียงพอ
ต่อการบริโภคภายในประเทศก่อน ที่เหลือจึงส่งออก
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศ มีเสียงคัดค้านจากโรงงานน้ำตาลและเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยว่า จะส่งผลกระทบต่อราคาอ้อยในประเทศได้ เพราะขณะนี้น้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกมีราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอ้อยในประเทศไทย แต่ทุกวันนี้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยได้เงินค่าอ้อยสูงกว่าราคาตลาดโลก เป็นเพราะผู้บริโภคในประเทศจ่ายเงินซื้อน้ำตาลทรายในราคาที่แพงกว่าตลาดโลก เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์กำหนดราคาน้ำตาลทรายขาวมีราคาขายปลีกอยู่ที่ 22.60 บาท/กิโลกรัม และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 23.60 บาท/กิโลกรัมนั้น น้ำตาลที่ขายทุกๆ 1 กิโลกรัม จะถูกเก็บเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อนำมาชดใช้หนี้ให้กับกองทุนที่กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2.6 หมื่นล้านบาท เพื่อจ่ายชดเชยราคาอ้อยให้เกษตรกร หรือเรียกว่าเป็นการอุดหนุนราคาอ้อยในประเทศก็ได้
แต่หากพิจารณาในแง่ความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคภายในประเทศบ้าง ก็พบว่าคงเป็นการที่ไม่ยุติธรรมนักที่ผู้บริโภคน้ำตาลในประเทศจะต้องจ่ายเงินซื้อน้ำตาลแพงกว่าราคาตลาดโลก แม้ว่าราคาน้ำตาลที่คนไทยบริโภคจะถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านและในกลุ่มอาเซียนที่ราคาน้ำตาลอยู่ที่ 30-40 บาท/กิโลกรัม ที่ไม่สามารถผลิตอ้อยและน้ำตาลได้เพียงพอกับความต้องการในประเทศได้ แต่หากเทียบกับบราซิลซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำตาลทรายอันดับ 1 ของโลก จะพบว่าคนไทยกินน้ำตาลแพงกว่ามาก ขณะที่ปมปัญหาการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นในราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดโลก ยังทำให้บราซิลเดินหน้าฟ้องร้องประเทศไทยต่อองค์การการค้าโลกว่าไทยอุดหนุนการผลิตน้ำตาลในประเทศ ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่ต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทยตามมา
ดังนั้น ภาครัฐจะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าการปรับโครงสร้างราคาอ้อยและน้ำตาลผ่านการปรับปรุงกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทราย จะมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไรบ้าง ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้บริโภคในประเทศ โดยคนในประเทศต้องบริโภคน้ำตาลในราคาที่ยุติธรรม ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่มีกว่า 7 แสนครัวเรือน จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งนั่นหมายความว่าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อยจะยุติธรรมเช่นกัน







