
ปัจจัยต่าง ย่อมเกิดความเห็นต่างทางเศรษฐกิจ
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ภายหลังจาก Brexit เป็นเรื่องที่ผู้เขียนสนใจว่าปฏิกิริยาของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปจะเป็นอย่างไร และมีปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้การดำเนินการภายหลังประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้สำเร็จได้ในอีก 2 ปีที่จะถึง และเมื่อถึงวันที่อังกฤษจะต้องออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปจริงๆ ผลข้างเคียงต่อเศรษฐกิจยุโรป ตัวอังกฤษเอง และต่อโลกตะวันตกจะเป็นอย่างไร
ได้ติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องหลังเหตุการณ์ Brexit จนพอเข้าใจประเด็นสำคัญที่ฝ่ายเห็นต่างทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน หากจะให้ง่ายต่อการเห็นภาพ สรุปได้ว่าส่วนที่ต้องการ Exit มองเรื่องการเคลื่อนย้ายประชากร (Migrations) จากกลุ่มสหภาพยุโรปเข้าสู่อังกฤษ และเข้ามาใช้ทรัพยากร รวมทั้งบางส่วนมีการแย่งงานชาวอังกฤษอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้เนื่องจากระบบเศรษฐกิจของอังกฤษมีผู้ประมาณว่าเท่ากับ 40% ของระบบเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (รวมอังกฤษ) จึงเป็นธรรมชาติที่ประเทศบางประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจมีการเคลื่อนย้ายประชากร ทั้งเข้ามาศึกษาและทำงานในอังกฤษจนส่งผลต่อโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจชุมชนของชาวอังกฤษเอง นั่นคือจุดหลักของผู้สนับสนุนการออกจากระบบเศรษฐกิจแบบสหภาพยุโรป
ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ต้องการให้คงอยู่ (Remain) ซึ่งต้องยอมรับว่าขณะนี้ยังมีการเคลื่อนไหวไม่หยุด ทั้งการประท้วงในบางจุด และการแสดงออกทางสัญลักษณ์ แต่ไม่ได้รุนแรงเพราะถือว่าเป็นความเห็นร่วมของคนทั้งประเทศผ่านประชามติ เห็นว่าการรวมตัวอยู่ในสหภาพยุโรปแบบตลาดเดียว (Single Market) จะให้ผลดีต่ออังกฤษในระยะยาวกว่า และการออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปจะสร้างความซับซ้อนต่อการค้า การลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริษัทที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Multinational Company คือบริษัทขนาดยักษ์ที่มีการลงทุนในหลากหลายประเทศ ที่มีระบบภาษีการค้า (Corporate Tax) แตกต่างกัน
หากเรามองภาพเท่านี้ก่อน เราจะเห็นความสัมพันธ์หนึ่งทันทีว่า ทำไม Exit จึงชนะ Remain จากการประชามติทั้งประเทศ เพราะการประชามติคือการที่ทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม จะร่ำรวย ยากจน มีการศึกษา ไม่มีการศึกษา มีสิทธิเท่ากันคือ 1 เสียง คนส่วนใหญ่มองว่าการออกจากยุโรป ทำให้อังกฤษได้รับประโยชน์กว่า คำถามต่อคือประโยชน์ของใคร? หากใช้สมมติฐานง่ายๆ ข้างต้น ก็คงตอบได้ว่าเป็นประโยชน์ของชาวอังกฤษส่วนใหญ่นั่นเอง เพราะเรื่องผู้อพยพ การเข้ามาแย่งงาน การเข้ามาสร้างภาระในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ภาษี คือเรื่องของคนทั่วไป ไม่ใช่เรื่องของบริษัทขนาดใหญ่หรือผู้มีโอกาสสูง
หากลงไปให้ลึกถึงปัจจัยตามมาอีกถึงความเห็นต่างนี้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ (Theresa May) ได้มีการให้ทิศทางใหญ่ๆ ที่สำคัญเพื่อทำให้ช่วงนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดประเด็นด้านผู้อพยพซึ่งเป็นการเดินสายกลางอย่างยิ่งต่อสหภาพยุโรป นั่นคือการไม่ได้ปฏิเสธการเข้ามาทำงาน เข้ามาศึกษาของประชาชนจากสหภาพยุโรป แต่ต้องเข้ามาอย่างถูกต้องและมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของอังกฤษ นั่นคือนโยบายเพื่อสร้างความมั่นใจต่อฝั่งสนับสนุนการ EXIT
ในอีกฝั่งหนึ่งซึ่งคือฝั่งผู้ไม่เห็นด้วย ผู้ต้องการอยู่ในระบบเศรษฐกิจของอียู นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้สร้างความมั่นใจเช่นกันว่า แม้ว่าอังกฤษจะออกจากระบบเศรษฐกิจแบบอียู แต่อังกฤษไม่ได้ออกจากยุโรป รวมทั้งมองการหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ในเครือสหราชอาณาจักร (Great Britain) ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจแบบตัวเอง คำพูดหนึ่งที่สำคัญของนายกรัฐมนตรีหญิงท่านนื้คือ “Country that works for everyone”
การเป็นตลาดเดียวแบบสหภาพยุโรป ผู้ได้ประโยชน์คือผู้มีโอกาสสามารถใช้กลไกหลายอย่าง กฎหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อการลงทุน ไม่ว่าการเคลื่อนย้ายทุน เรื่องภาษี เรื่องแรงงาน ในขณะที่ผู้เสียประโยชน์คือท้องถิ่น คือประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสการเป็นตลาดเดียว ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีเงินทุนมหาศาลหรืออยู่ในกลไกทุน ซึ่งล่าสุดบริษัทขนาดยักษ์จากสหรัฐอเมริกาที่มาลงทุนในยุโรปได้ถูก European Competition Commission ตรวจสอบและร้องต่อศาลให้จ่ายภาษีนิติบุคคลถึง 1.3 หมื่นล้านปอนด์ เนื่องจากพิจารณาว่าบริษัทดังกล่าวใช้ประเทศหนึ่งซึ่งมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ไม่ได้มีการลงทุนจริง ผ่านสินค้าเข้ามาจำหน่ายในกลุ่มสหภาพยุโรป ในขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริษัทของบริษัทดังกล่าวชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง และได้ทำตามกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีอย่างถูกต้อง แต่ไม่ใช่สิ่งที่อยากสรุปในบทความนี้ เพราะอังกฤษมีท่าทีที่ต่างไปจากสหภาพยุโรปในเรื่องนี้ทันที กลายเป็น 3 ความเห็น
สิ่งที่อยากสรุปคือ การอยู่ร่วมกันของคนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจย่อมมีความเห็นต่างๆ และมีความได้เปรียบเสียเปรียบทางทุนเป็นธรรมชาติ ผู้เขียนกำลังเขียนถึงสหภาพยุโรปซึ่งมีหลายประเทศเล็กใหญ่ ทรัพยากรไม่เท่ากัน มีความเหลื่อมล้ำทางโอกาสสูง สำหรับในประเทศไทยประเทศเดียว เรามีโครงสร้างความเหลื่อมล้ำลักษณะนี้ไม่ได้ต่างกัน บทบาทที่ได้รับการยอมรับมากของนายกรัฐมนตรีอังกฤษขณะนี้คือ การรักษาแนวคิด Brexit ว่ายังไงก็ต้องออกจากอียู เพราะประชาชนประชามติมาแล้ว เสียงส่วนใหญ่บอกแล้ว แต่จะออกอย่างไร คนส่วนใหญ่ไปได้ คนส่วนน้อยไม่ต่อต้าน เพราะส่วนน้อยมีพลวัตทางเศรษฐกิจสูง และตัวนายกรัฐมนตรีเองให้สัมภาษณ์ว่าไม่ใช่ทางเดินที่ราบเรียบแน่ แต่ต้อง Exit เพื่อสร้าง Country that makes for everyone เป็นแนวคิดที่ดี เวลาผู้บริหารประเทศจะทำอะไร เพราะระบบเศรษฐกิจประเทศเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง







