
ถอดถอน
สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ 31 ส.ค. วุฒิสภาบราซิลได้ลงมติถอดถอน ดิลมา รุสเซฟฟ์ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 61 ต่อ 20 โดยก่อนหน้านี้ 3 เดือน คือเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ได้มีมติ 55 ต่อ 22 ให้เธอยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว และให้รองประธานาธิบดี มิเชล เทเมอร์ ปฏิบัติหน้าที่แทน
สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ 31 ส.ค. วุฒิสภาบราซิลได้ลงมติถอดถอน ดิลมา รุสเซฟฟ์ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 61 ต่อ 20 โดยก่อนหน้านี้ 3 เดือน คือเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ได้มีมติ 55 ต่อ 22 ให้เธอยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว และให้รองประธานาธิบดี มิเชล เทเมอร์ ปฏิบัติหน้าที่แทน
รุสเซฟฟ์ถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายงบประมาณ โยกย้ายงบเพื่อซ่อนเร้นการขาดดุลการคลังให้ดูต่ำกว่าที่เป็นจริง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัยในช่วงปลายปี 2014
เรื่องนี้สำหรับคนไทยถือเป็นเรื่องไกลตัว ทำให้เราไม่สนใจกันมากนัก แต่หากวิเคราะห์เจาะลึกลงไป จะเห็นความคล้ายคลึงอย่างเหลือเชื่อระหว่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบราซิลกับปรากฏการณ์ทางการเมืองในบ้านเราตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา
ผมขอเริ่มเลยนะครับ
หนึ่ง รุสเซฟฟ์บอกว่าการถอดถอนเป็นเพียงเกมการเมืองของฝ่ายตรงข้าม เธออ้างว่าข้อกล่าวหาเบาหวิว และเป็นเรื่องที่รัฐบาลในอดีตก็ทำ แต่ไม่เคยถูกเล่นงาน
เธออ้างความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้ออ้างยอดนิยมในบ้านเราเช่นกัน เธอเปรียบว่าการถอดถอนเป็นเสมือนการทำรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลที่มีที่มาอย่างถูกต้อง แนวคิดของเธอไม่ต่างจากกลุ่มอำนาจเก่าของเราที่ถือว่าเมื่อชนะเลือกตั้งแล้วก็ย่อมสามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ แม้บางครั้งจะหมิ่นเหม่หรือขัดกับหลักกฎหมายที่มีมาแต่เดิมก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญการเมืองบราซิลที่วิเคราะห์ว่า ปัญหาของบราซิลครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆ เพราะได้เกิดรอยร้าวลึกในสังคมที่ยากจะกลับมาประสานกันได้สนิทอีกครั้งหนึ่ง ผมฟังแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ นึกถึงปัญหาในบ้านเมืองของเราเอง
สอง ในแง่มุมหนึ่ง การถอดถอนรุสเซฟฟ์เป็นการสนองความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ ก่อนถูกถอดถอน เธอถูกประชาชนนับล้านออกมาเดินขบวนขับไล่เป็นระยะๆ นานนับปีแล้ว และกลุ่มคนที่ออกมาเต็มท้องถนนส่วนใหญ่ก็เป็นชนชั้นกลางในเมือง ในขณะที่คนยากจนและคนในชนบทโดยเฉลี่ยนิยมชมชอบเธอมากกว่า นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่คล้ายเรา
สาม รุสเซฟฟ์เป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ และเป็นทายาททางการเมืองของอดีตประธานาธิบดี อิกนาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า ลูลา ซึ่งเป็นคนที่ประชาชนให้ความนิยมสูง เป็นคนวิ่งเต้นจนบราซิลได้เป็นเจ้าภาพทั้งฟุตบอลโลกและโอลิมปิกในเวลาไล่เลี่ยกัน
แต่ในความเหมือนประเด็นนี้มีความแตกต่างอยู่ด้วย กล่าวคือ ระดับการพัฒนาที่สูงกว่าของบราซิลอาจทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งบุคคลในครอบครัวเป็นทายาททางการเมือง หากแต่ต้องแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ ซึ่งรุสเซฟฟ์มีคุณสมบัติเพียงพอ ไม่ปรากฏว่าระหว่างดำรงตำแหน่งมีพฤติกรรมในที่สาธารณะที่ทำให้ถูกนำมาล้อเลียนอย่างกว้างขวางในภายหลัง
สี่ ลูลากับพรรคแรงงานของเขาชนะเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาลครั้งแรกในปี 2002 ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่กลุ่มอำนาจเก่าของเราก้าวขึ้นมากุมอำนาจรัฐ นโยบายที่นำไปสู่ความสำเร็จก็คล้ายกัน คือนโยบายประชานิยม เพื่อเอาใจกลุ่มคนยากจนและคนชนบทที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศ
นอกจากนี้ ลูลากับพรรคแรงงานยังมีภาพของการต่อต้านคอร์รัปชั่นซึ่งก็เป็นวิธีการทางการเมืองที่คล้ายกับกลุ่มอำนาจเก่าของเราเช่นกัน หากจำกันได้ กลุ่มนี้เริ่มต้นด้วยสัญญากับประชาชนว่าจะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นโดยไม่ต้องมีใบเสร็จ รวมทั้งให้ความมั่นใจว่าตัวเองรวยแล้ว ไม่จำเป็นต้องโกง ที่ลงมาเล่นการเมืองก็ด้วยจิตสำนึกที่อยากช่วยเหลือประชาชนมากกว่าอย่างอื่น
แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับปรากฏว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนอกจากจะไม่ลดลงแล้ว ยังเบ่งบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ห้า เบื้องหลังการสูญเสียอำนาจของรุสเซฟฟ์คือการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร ชนิดที่ทำให้คนบราซิลตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึงเรื่องเกิดที่เปโตรบราส บริษัทน้ำมันที่เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของบราซิล ผู้สมรู้ร่วมคิดประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือกลุ่มบริษัทรับเหมา กลุ่มผู้บริหาร และกลุ่มนักการเมือง วิธีหลักคือการฮั้วประมูล เมื่อเกิดผลกำไรก็มีการจัดสรรกันอย่างกว้างขวาง กล่าวกันว่าผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องมีมากกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่รุสเซฟฟ์นั่งเป็นประธานบริษัท ก่อนที่เธอจะลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกในปี 2010
แม้ว่าตัวรุสเซฟฟ์จะไม่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วม แต่ก็ถูกตั้งคำถามมากมายเรื่องวิจารณญาณและเรื่องจริยธรรม นอกจากนี้ ตัวลูลากับสมาชิกพรรคแรงงานหลายคนมีชื่อเข้าไปพัวพัน ทำให้ศรัทธาในพรรคแรงงานกับในตัวรุสเซฟฟ์เองถูกสั่นคลอนอย่างหนัก เธอเคยมีคะแนนนิยมสูงสุดเกือบ 80% ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น
ในบ้านเรา ปตท.ก็อยู่ในธุรกิจน้ำมัน เป็นรัฐวิสาหกิจ และเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเอ็นจีโอ ที่กล่าวหาว่าการบริหารจัดการ ปตท.มีความไม่โปร่งใส ปตท.เป็นแดนสนธยาและเป็นขุมทรัพย์ของนักการเมืองซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ผมไม่ขอยืนยัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาขอบเขตของคอร์รัปชั่นในภาพรวม จะเห็นได้ชัดว่าของเราไปไกลกว่าของบราซิลมาก ทั้งรูปแบบ จำนวนเรื่องอื้อฉาว และจำนวนเงินที่เกี่ยวข้อง เรื่องรูปแบบของเราไม่จำกัดที่การรับเหมาและการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ไปไกลถึงตลาดหลักทรัพย์รวมทั้งประเภทที่เรียกว่าคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย สำหรับเรื่องอื้อฉาวนอกจาก ปตท.ที่ผมนึกได้ก็มีเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิกับโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งต่างก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ส่วนจำนวนเงินของบราซิลอยู่ในระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่หลายคนเชื่อว่าของเราน่าจะเป็นหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เรื่องสุดท้าย หนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ ผลพวงของประชานิยมทำให้ทรัพยากรของประเทศถูกทุ่มเทให้กับการบริโภคมากกว่าการลงทุน ทำได้ไม่นานเศรษฐกิจก็โตช้าลง
รัฐบาลทั้งบราซิลและไทยต่างพยายามแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มการอัดฉีดจากภาครัฐ ทำให้ขาดดุลงบประมาณมากขึ้น โชคดีที่ในกรณีของเรามีกฎหมายเดิมควบคุมเอาไว้ และก่อนที่กลุ่มอำนาจเก่าจะได้ใช้เงินนอกงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ก็ถูกโค่นอำนาจเสียก่อนทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศยังคงอยู่
ในกรณีของบราซิล รุสเซฟฟ์เพิ่มการขาดดุลการคลังจากระดับ 2% ของจีดีพีเมื่อไม่กี่ปีก่อน เป็นประมาณ 10% ในปัจจุบัน แต่ทำแล้วเหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศสั่นคลอน ค่าเงินอ่อนลงต่อเนื่อง และเริ่มเกิดวงจรอุบาทว์ของเงินเฟ้อ ประชาชนแทนที่จะสุขสบายเพราะประชานิยม กลับเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า
กล่าวกันว่า หากเศรษฐกิจบราซิลไม่ตกต่ำ การตัดสินใจลงมติถอดถอนรุสเซฟฟ์ก็คงเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น







