
ภาคีธุรกิจ-ประชาสังคมเพื่อการพัฒนาประเทศ
เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ปีที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ไปประกาศนโยบาย ”สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ท่ามกลางตัวแทนภาคธุรกิจ ชุมชนท้องถิ่น ข้าราชการและภาคประชาสังคมที่มาจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมหมื่นคน
เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ปีที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ไปประกาศนโยบาย ”สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ท่ามกลางตัวแทนภาคธุรกิจ ชุมชนท้องถิ่น ข้าราชการและภาคประชาสังคมที่มาจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมหมื่นคน
แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ติติงและแสดงความห่วงกังวลกันมาตลอดทาง จากพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เป็นนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง หลากรุ่นหลายวัย ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านไป ผมกลับพบว่าการขับเคลื่อนตามแนวนโยบายดังกล่าวขององค์กร กลุ่มบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ยังคงสามารถดำเนินการไปได้ดีด้วยความก้าวหน้า มีผลงานที่เป็นรูปธรรมและช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนในพื้นที่ข้างล่างอยู่ไม่น้อย
เครือข่ายการทำงานแบบประชารัฐในแต่ละจังหวัดและบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดจำกัด กำลังจะกลายเป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาระดับพื้นที่ แทนที่จะต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำแบบแต่ก่อน สินค้าโอท็อประดับพรีเมียมส่วนหนึ่งสามารถทยอยขึ้นไปจำหน่ายบนสายการบิน และห้างใหญ่ๆ การท่องเที่ยวชุมชนกลายเป็นกระแสความนิยมที่ขยายตัวออกไป ผลิตผลเกษตรชุมชนเชิงสุขภาพเชื่อมโยงโดยตรงกับซูเปอร์สโตร์และโมเดิร์นเทรดในจังหวัดต่างๆ
งานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจฐานราก ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐหลายแห่ง ได้เกิดนวัตกรรมชุมชนใหม่ๆ และมีกรณีศึกษาที่รอการสังเคราะห์และนำไปเผยแพร่อยู่เป็นจำนวนมาก แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลและสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ยังมองข้ามกิจกรรมการสร้างองค์ความรู้และการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ อันเป็นหัวใจของความยั่งยืนและพึ่งตนเองได้ของชุมชนในระยะยาว
ในโอกาสครบรอบหนึ่งปี ของการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติว่าด้วยการสานพลังประชารัฐ สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ คือการผนึกกำลังระหว่างภาคธุรกิจกับภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต มีสามประเด็น ที่เป็นจุดคานงัดครับ
1.พัฒนาการเด็กเล็ก
ประเทศไทยกำลังย่างเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิงมีจำนวนมากขึ้น มีการคาดประมาณว่า ในปี 2578 อัตราส่วนวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุจะลดลงเหลือเพียง 2 ต่อ 1 เท่านั้น นั่นหมายความว่า เด็กที่เกิดใหม่ในวันนี้ คือผู้ที่จะเป็นวัยแรงงานในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะต้องแบกรับภาระต่างๆ ที่หนักมาก ทั้งในการดูแลผู้สูงอายุและพัฒนาประเทศในยุคสังคมสูงวัย ปัญหาคือเราจะพัฒนาเด็กๆ ของเราในยุคประเทศไทย 4.0 ให้มีคุณสมบัติแบบไหนจึงจะสามารถรับมือกับสภาพสังคมที่พวกเขาต้องรับผิดชอบในอนาคต
เมื่อหันกลับมาดูงานพัฒนาเด็กของประเทศเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กลับพบข้อจำกัดที่น่าเป็นห่วงมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัย ยังขาดนโยบาย ยุทธศาสตร์และกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ 20,043 แห่ง 85% อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขาดแคลนทั้งบุคลากร องค์ความรู้และทรัพยากร
ในเรื่องนี้มีข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปอยู่มากมาย แต่สิ่งที่ผมคิดว่าอยู่ในวิสัยที่ภาคีธุรกิจ-ประชาสังคม จะเข้าไปหนุนเสริมการทำงานของภาครัฐ ได้แก่ 1.ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการทางเลือกสำหรับเด็กให้มีมาตรฐาน พัฒนาบุคลากรดูแลเด็กตามบ้าน ศูนย์เด็กเล็ก อปท. โรงเรียนอนุบาล สถานสงเคราะห์ ศูนย์เด็กเล็กในสถานประกอบการ หมู่บ้านจัดสรร สถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ ฯลฯ 2.ผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.ว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัย
2.สังคมสูงวัย
ประเทศไทยในยุคสังคมสูงวัย ประชากรผู้สูงอายุมีแนวโน้มอยู่ในครอบครัวที่เล็กลงและอยู่ตามลำพังคนเดียวเพิ่มมากขึ้น มีปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วยเรื้อรัง ช่วยตัวเองได้น้อยลง ติดบ้าน-ติดเตียง ซึ่งทุกวันนี้ประมาณว่าในตำบลขนาดประชากร 5,000 คน จะมีผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ประมาณ 15-20 คน แล้ว
ผู้สูงอายุจำนวนมาก (34.3%) อยู่ในครัวเรือนที่ยากจน รายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน คือ 2,572 บาท/คน/เดือน โดยแหล่งรายได้หลักมาจากการทำงาน รองลงมาเป็นรายได้จากบุตร
มีนักวิจัยเคยคำนวณไว้ว่า ภายใต้โครงสร้างการบริโภคปี 2554 ผู้สูงอายุหนึ่งคนจะต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 2.03 ล้านบาท จึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีพอยู่ได้จนถึงอายุ 80 ปี แต่การสำรวจเมื่อปี 2554 พบว่า คนรุ่นใหม่ร้อยละ 40-50 ยังไม่ได้คิดและไม่ได้เตรียมการเพื่อยามสูงวัย ทั้งในด้านการเงิน สุขภาพ ที่อยู่อาศัย จิตใจและการต้องมีผู้ดูแลในบั้นปลาย
กรอบประเด็นที่ภาคีธุรกิจ-ประชาสังคมควรเข้ามามีส่วนร่วมอาทิ 1.การผลักดันนโยบายการขยายอายุเกษียณและการทำงานต่อเนื่องของประชากรวัยทำงาน ทั้งในภาคราชการและภาคเอกชน รวมทั้งการส่งเสริมงานอาชีพของผู้สูงอายุ 2.ส่งเสริมอุตสาหกรรมและธุรกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย 3.พัฒนาผู้อภิบาลและสถานบริบาลให้มีมาตรฐาน 4.พัฒนาศักยภาพของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สานพลังเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
3.สุขภาวะชุมชน
แม้ว่าสถานการณ์แนวโน้มจะมีความยากลำบากรออยู่มาก แต่ชุมชนท้องถิ่นที่ฐานล่างก็กำลังฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลพวงมาจากความพยายามของทุกฝ่ายที่ได้ร่วมดำเนินการ ด้วยวิธีการและช่องทางที่หลากหลายชุมชนสุขภาวะ-ชุมชนเข้มแข็ง จึงน่าจะเป็นพลังสำรองที่จะช่วยรับมือกับความเสี่ยงที่กล่าวข้างต้นได้ส่วนหนึ่ง สิ่งที่ควรเข้าไปหนุนเสริม ได้แก่ 1.การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รวมแสงเลเซอร์ เสริมสร้างชุมชนสุขภาวะ-ชุมชนเข้มแข็งโดยผ่านองค์กรชุมชน 25 ประเภท 307,924 องค์กร
2.สนับสนุนเครือข่ายระบบสุขภาพอำเภอ ที่รวมถึงการบริการปฐมภูมิ การดูแลผู้ป่วยระยะยาวและทีมหมอครอบครัว อันเป็นความริเริ่มและร่วมมือกันของ สธ. มท. สปสช.และ สสส. ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และ 3. การขยายบทบาทกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล 7,750 แห่ง พัฒนาสู่กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนในมิติที่กว้างขึ้น เพื่อให้สามารถเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาพ พัฒนาคุณภาพชีวิตและดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันแบบองค์รวม







