
ชาตินิยม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา คงไม่มีทางลืมการเดินทางเยือนเอเชียครั้งสุดท้ายได้ลง เพราะเจอเรื่องดราม่าไม่หยุดยั้ง
ก่อนหน้านี้ในการประชุมสุดยอดผู้นำ จี20 ที่เพิ่งจบลงไป ก็เพิ่งเจอการต้อนรับที่สุดแสนจะเย็นชาจากเจ้าภาพจีน พอบินต่อมาที่ลาวเพื่อประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก ภายใต้การประชุมหลักอาเซียน ก็ถูกประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตอร์เต สบถด่าอย่างหยาบคาย ชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครกล้าด่าผู้นำสหรัฐออกสื่อแบบนี้ เพราะดูเตอร์เตไม่พอใจที่ถูกวิจารณ์ในสงครามกวาดล้างยาเสพติด เลยเผลอหลุดกับสื่อว่าจะด่าจะแช่งโอบามา ถ้าถูกติเรื่องสงครามยาเสพติดในวงอาเซียน
ดูเตอร์เตจวกโอบามาเป็นภาษาท้องถิ่นว่า Putang ina mo! ที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Son of a whore ถ้าแปลตรงตัวเลยก็ “ลูกโสเภณี” (เซ็นเซอร์คำให้เบาลงแล้ว) แต่สื่อต่างประเทศบางสำนักก็ลดทอนความแรงลงมาเหลือแค่ Son of a bitch ที่มักแปลว่า “ไอ้ลูกหมา”
การสบถในวัฒนธรรมเฉพาะของฟิลิปปินส์คงไม่ใช่ประเด็นที่เราจะกล่าวถึงกัน เพราะสิ่งที่อยากสะท้อนให้เห็นก็คือ ทุกวันนี้ ภาวะชาตินิยมสุดโต่ง แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติในคนระดับผู้นำประเทศหรือองค์กรไปแล้ว โดยมีทัศนคติในทำนองว่า ยิ่งเถื่อนยิ่งเท่ ยิ่งดูจริงใจ
อีกตัวอย่างที่ชัดเจนเหมือนกระจกอีกฝั่งหนึ่งก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่แม้จะไม่ถึงขั้นสบถแบบดูเตอร์เต แต่ก็พูดจาด่าชาวบ้านแบบไม่แคร์ใครและหลายครั้งก็ไม่มีหลักการอะไรมารองรับ แต่ก็ได้ใจคนอเมริกันไปมากชนิดที่ขึ้นมาเป็นผู้แทนพรรคเดโมแครตจนได้ โดยชูนโยบายสำคัญคือ อเมริกามาเป็นที่หนึ่ง
การหาเสียงโดยชูเรื่องชาตินิยมนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ใครไม่ทำสิแปลก ทุกประเทศต่างก็ทำเหมือนกัน เพียงแต่ที่ไม่เหมือนก็คือ ระดับของการดึงภาวะชาตินิยมมาเล่นการเมืองนั้นควรมีลิมิตที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติตามมา
กรณีคลาสสิกที่หลายคนน่าจะยังจำกันได้ก็คือ การจลาจลต่อต้านไทยในกัมพูชาเมื่อปี 2003 ซึ่งเป็นบทเรียนที่แพงอย่างยิ่งสำหรับการปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาโดยไม่สามารถควบคุมได้
ก่อนหน้านี้ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่ฝังแน่นมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จากความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น และซ้ำด้วยข้อพิพาทแย่งชิงหมู่เกาะเซ็นกากุ/เตียวหยู ก็เคยบานปลายจนควบคุมไม่อยู่มาแล้ว จากแค่การประท้วงก็ลุกลามเป็นการไล่ทุบทำลายทรัพย์สินของธุรกิจญี่ปุ่นในหลายเมืองทางตะวันออกของจีน ทำให้ธุรกิจญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งต้องโยกย้ายการผลิตไปประเทศอื่นแทน ซึ่งนอกจากจะรับมือค่าแรงจีนที่ขยายตัวขึ้นแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในอนาคตอีกหรือไม่
หลังจากที่คำพูดของดูเตอร์เตเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกบดบังการประชุมอาเซียน รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องออกแถลงการณ์ตามมาทันทีถึง 2 ฉบับในวันเดียวกัน เพื่อรีบขอโทษสหรัฐไม่ให้เรื่องบานปลายออกไป จากเดิมที่มียังมีศึกอีกด้านคากับจีนอยู่
ทั้งสหรัฐและจีนต่างก็ถือเป็นประเทศอื่น เป็นคนนอกที่อาจเป็นได้ทั้งมิตรและฝ่ายตรงข้ามได้เสมอบนกรรมและวาระที่ต่างกัน จึงเป็นภารกิจที่แต่ละประเทศจะต้องดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตให้เหมาะ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศตัวเองมากที่สุด







