
ทีทีไอพีระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป
มีข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่าการเจรจาเปิดเสรีระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรปล้มเหลวลงแล้ว ทำให้มีการประเมินกันว่าจะมีผลกระทบต่อทีพีพีที่สหรัฐกำลังเจรจากับประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศหรือไม่ อย่างไร หรือที่ประเมินหนักไปกว่านั้นก็คือ การเจรจาล้มเหลวนี้จะมีผลกระทบต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) โดยกล่าวกันว่ายุคสมัยของ WTO นั้นได้ตายลงแล้ว ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี ออกมาพูดในลักษณะที่ไม่เป็นบวกมากนักกับการเจรจา ทำให้ชาวโลกอ่านเป็นซิกแนลว่าการเจรจาล้มเหลว เนื่องจากโดยปกติหากไม่สุดฝืนจริงๆ เหล่าผู้บริหารทั้งหลายจะพยายามกัดฟันออกมาพูดถึงผลการเจรจาในลักษณะกลางๆ ไว้ก่อน ถึงแม้จะพูดในแง่บวกไม่ได้ก็ตาม
มีข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่าการเจรจาเปิดเสรีระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรปล้มเหลวลงแล้ว ทำให้มีการประเมินกันว่าจะมีผลกระทบต่อทีพีพีที่สหรัฐกำลังเจรจากับประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศหรือไม่ อย่างไร หรือที่ประเมินหนักไปกว่านั้นก็คือ การเจรจาล้มเหลวนี้จะมีผลกระทบต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) โดยกล่าวกันว่ายุคสมัยของ WTO นั้นได้ตายลงแล้ว ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี ออกมาพูดในลักษณะที่ไม่เป็นบวกมากนักกับการเจรจา ทำให้ชาวโลกอ่านเป็นซิกแนลว่าการเจรจาล้มเหลว เนื่องจากโดยปกติหากไม่สุดฝืนจริงๆ เหล่าผู้บริหารทั้งหลายจะพยายามกัดฟันออกมาพูดถึงผลการเจรจาในลักษณะกลางๆ ไว้ก่อน ถึงแม้จะพูดในแง่บวกไม่ได้ก็ตาม
ทำให้ผู้เขียนต้องรีบไปค้นคว้าหารายงานการเจรจาครั้งล่าสุด เมื่อวันที่11-15 ก.ค. 2559 ซึ่งเพิ่งจะผ่านมาหมาดๆ มาอ่านรายละเอียดเป็นการใหญ่ และเห็นว่าไม่น่าจะเกิดความล้มเหลวในระยะนี้ ถึงแม้ว่ารายงานนี้จะเป็นรายงานที่เปิดต่อสาธารณชนที่เรียกว่า Public Report ก็ตาม (หมายความว่าไอ้ส่วนที่ไม่เปิดเผยนั้นอาจจะง่อนแง่นเต็มที)
ก่อนที่จะอธิบายความคืบหน้าที่อ่านจากรายงาน ผู้เขียนขอเกริ่นไว้ถึงเรื่องทีทีไอพีก่อนว่า มีชื่อเต็มเป็นทางการว่า The Transatlantic Trade and Investment Partnership เริ่มเจรจามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2513 ครอบคลุมเรื่องต่างๆ เช่น การเปิดตลาด การแก้ไขข้อบทกฎหมายต่างๆเช่น เรื่องอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers to Trade : TBT) มาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Sanitary and Phytosanitary Measures : SPS) การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน พลังงาน เอสเอ็มอี ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมถึงเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การลงทุน การยุติข้อพิพาท นอกจากนี้ยังมีการเจาะจงเซ็กเตอร์ (Sector) เป็นการเฉพาะด้วย เช่น ยา รถยนต์ เครื่องสำอาง สิ่งทอ เครื่องมือแพทย์ เคมี และไอซีที เป็นต้น
ส่วนองค์การการค้าโลก (WTO) นั้น มีมาตราที่กำหนดเกี่ยวกับการเจรจาเปิดเสรีของกลุ่มประเทศในภูมิภาค และอนุภูมิภาคโดยเฉพาะ คือ มาตรา 24 ซึ่งเป็นมาตราดั้งเดิมของแกตต์ (GATT : General Agreement on Tariffs and Trade) ตั้งแต่ก่อนที่จะก่อตั้งเป็น WTO และเป็นกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น มาตรานี้ได้อนุญาตให้ประเทศสมาชิก WTO เปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นหลักการใหญ่ของ WTO และมองว่าหากประเทศต่างๆ ในโลกเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันมากขึ้น ในที่สุดประเทศสมาชิก WTO ทั้งหลายก็จะมีการค้าที่เสรี และมาเสริม WTO ด้วย และในช่วงที่ตั้ง WTO ได้มีการตีความมาตรา 24 เพิ่มเติมให้ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าจะมีการปรับปรุงแก้ไข หรือเพิกถอนรายการสินค้าที่ผูกพันภาษีไว้ใน WTO เนื่องจากผลของการเจรจาเปิดเสรี การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ฯลฯ จะต้องมีการเจรจากับประเทศสมาชิก WTO เพื่อชดเชยผลประโยชน์ที่เสียไปให้เสร็จสิ้นก่อน เป็นต้น ดังนั้นการเจรจาทีทีไอพีจะสำเร็จหรือไม่ ไม่น่าจะกระทบ WTO เนื่องจากหากว่าการเจรจาไม่สำเร็จ WTO ก็จะอยู่ในสภาพเดิม แต่หากการเจรจาสำเร็จ แน่นอนว่าสองยักษ์ใหญ่จะจับมือกันแน่นขึ้นในการเจรจาภายใต้ WTO
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้อ่านรายงานการเจรจาเมื่อเดือน ก.ค. ที่เปิดเผยออกมา ทำให้ผู้เขียนมองว่าการเจรจาจะดำเนินต่อไป เพราะในบางเรื่องยังมีความคืบหน้าที่ดี เช่น การเจรจาลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม เพราะมีการกันเอาเซ็กเตอร์ที่ถือว่ามีความอ่อนไหวออกไปแล้ว เท่ากับทำให้มูลค่าผลประโยชน์ที่สำคัญของทั้งสองฝ่ายถูกกันออกไปเพื่อเก็บไว้ยื่นหมูยื่นแมวกันในช่วงที่เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น หรือในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป
ส่วนที่มีความสำคัญกับสหภาพยุโรป (อียู) และเป็นที่หวงแหนคือ สินค้าเกษตรนั้น เฉพาะในส่วนของการเปิดตลาดสินค้าเกษตรก็ดูจะเป็นบวก แต่แน่นอนว่าต้องขึ้นกับภาพรวมของการเจรจาอีกเช่นกัน และในการเจรจาครั้งนี้สหภาพยุโรปและสหรัฐมีการนำเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องมาเพิ่มเติมเข้าไว้ด้วย เช่น มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี Export Competition และGI (Geographical Indication) โดยเฉพาะเรื่อง GI นี้ สหรัฐและกลุ่มประเทศโลกใหม่ได้ต่อต้านไม่ให้มีการนำมาเจรจาใน WTO (สหรัฐไม่มีกฎหมาย GI เป็นการเฉพาะ) ขณะที่อียูผลักดันมาก การนำมารวมไว้จึงเป็นท่าทีที่ผ่อนปรนของสหรัฐ
นอกจากนี้ เรื่องของ TBT ก็ดูมีความคืบหน้า โดยมีการกำหนดวิธีการ (Procedure) ที่จะแก้ปัญหา “TBT-related trade irritants” ส่วนเรื่องยาก็มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันในการเปรียบเทียบ (Equivalent) ระบบการตรวจสอบ (GMP : Good Manufacturing Practice) ระหว่างอียูกับสหรัฐ เพื่อลดความแตกต่าง
โดยสรุปผู้เขียนมองว่าการเจรจาเพื่อเปิดเสรีระหว่างสหรัฐกับอียู หรือทีทีไอพี จะยังมีการเจรจาต่อไปเป็นครั้งที่ 15 เพราะหากจะยกเลิกไปก็น่าเสียดาย เพียงแต่ต้องรอให้การเลือกตั้งทั้งในสหรัฐ ฝรั่งเศส และเยอรมนี เสร็จสิ้นไปก่อน และแน่นอนว่าคงต้องดูว่าใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ







