posttoday
ยกมือขึ้นไฟฟ้า เพื่อสังคมเท่าเทียมกัน

ยกมือขึ้นไฟฟ้า เพื่อสังคมเท่าเทียมกัน

07 กันยายน 2559

โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์

โดย...พรายพล คุ้มทรัพย์

ไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต  ดังนั้นรัฐบาลในหลายประเทศจึงบังคับให้บริการไฟฟ้าเป็นบริการที่จำเป็นต้องจัดให้มีไว้สำหรับกลุ่มบุคคลที่ด้อยโอกาสทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม  ในประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้มี “กองทุนพัฒนาไฟฟ้า” เพื่ออุดหนุนบริการไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ด้อยโอกาส และเพื่อส่งเสริมนโยบายในการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

หลายประเทศรวมทั้งไทยขยายพื้นที่ใช้ไฟฟ้าออกไปในเขตชนบท เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีไฟฟ้าใช้ได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ แม้ว่าไฟฟ้าที่ส่งไปในเขตชนบทห่างไกลจะมีต้นทุนต่อหน่วยที่สูงกว่าไฟฟ้าในเมืองใหญ่ แต่รัฐบาลก็กำหนดเพิ่มเติมว่าผู้ใช้ในชนบทต้องมีโอกาสใช้ในราคาที่ไม่แพงไปกว่าในเขตเมือง เรียกว่านโยบายราคาไฟฟ้าเท่ากันทั่วประเทศ (Uniform tariff policy) ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในประเทศย่อมจ่ายในอัตราเดียวกัน จึงต้องมีวิธีการอุดหนุนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตชนบท

ประเทศไทยมีนโยบายราคาไฟฟ้าเท่ากันทั่วประเทศมาหลายสิบปีแล้ว  จากโครงสร้างผู้ใช้ไฟฟ้าเป็น 8 ประเภท เช่น บ้านอยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก/กลาง/ใหญ่ และองค์กรไม่แสวงหากำไร ผู้ใช้ไฟฟ้าในประเภทเดียวกันจะจ่ายในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ  ทั้งที่อยู่ในเขตการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. (กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี) และเขตการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (ที่เหลืออีก  74 จังหวัด)   ในแต่ละปี กฟภ. จึงได้รับเงินชดเชย จากการเก็บค่าไฟสูงขึ้นจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ๆ ทั้งที่เป็นบ้านอยู่อาศัยและเป็นธุรกิจต่างๆ  วิธีการชดเชย/อุดหนุนแบบนี้คือให้ผู้ใช้ไฟอุดหนุนกันเองโดยฝังไว้ในโครงสร้างอัตราค่าไฟ (เรียกว่าการอุดหนุนไขว้ - Cross Subsidy)

ในแต่ละปีเงินอุดหนุนที่ผู้ใช้ไฟในเขต กฟน. ต้องจ่ายชดเชยให้ กฟภ.ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ใช้ในเขตนครหลวงต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณหน่วยละ 30 สตางค์ หลายประเทศใช้วิธีการชดเชยโดยเงินให้เปล่าจากงบประมาณ เพื่อไม่ให้การอุดหนุน/ชดเชยผู้ใช้ไฟในชนบทกลายมาเป็นภาระของผู้ใช้ไฟด้วยกันเอง

หลายประเทศมีบริการเชิงสังคม สำหรับผู้มีรายได้น้อย/ด้อยโอกาส เพื่อช่วยเหลือให้ใช้ไฟฟ้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน ประเทศเหล่านี้มีทั้งที่เป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วและที่เป็นเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา

อินโดนีเซียมีค่าไฟฟ้าเพื่อสังคมสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยติดตั้งเครื่องควบคุมโหลดไว้ให้ใช้ได้ไม่เกินจำนวน ซึ่งเพียงพอสำหรับไฟฟ้าแสงสว่าง ตู้เย็น  และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น  กำหนดค่าไฟค่อนข้างต่ำ เช่น หน่วยละ 0.38 บาท สำหรับ 30 หน่วยแรก  ครัวเรือนรายได้น้อยที่ใช้ไฟฟ้า 150 หน่วย/เดือน จะจ่ายเพียง 193 บาทเท่านั้น 

ในเกาหลีใต้บริษัทของรัฐเป็นผู้ให้บริการสวัสดิการ  ลดราคาแก่กลุ่มลูกค้าที่ “ด้อยโอกาสทางสังคม”  และบริษัทให้ประกันแก่ผู้ใช้รายได้น้อยจำนวน 1.5 ล้านราย ในปี 2554   หากไม่สามารถจ่ายค่าไฟฟ้าได้ จะติดตั้งเครื่องควบคุม เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้จำนวนหนึ่งเพื่อพอยังชีพได้ นอกจากนั้นยังลดค่าไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าที่พิการและมีรายได้น้อย

ในฟิลิปปินส์มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำให้กับลูกค้าประเภทที่อยู่อาศัยที่ใช้เดือนละไม่เกิน 100 หน่วย ไม่คิดสำหรับ 20 หน่วยแรก และลดราคาให้ตั้งแต่  50-20% สำหรับจำนวนไฟฟ้าที่สูงขึ้นไปจนถึง 100 หน่วย ดังนั้นผู้ใช้ไฟฟ้าเดือนละ 100  หน่วยพอดีจะจ่ายในอัตรา 52% ของอัตราปกติ

รัฐบาลสิงคโปร์แจกคูปองเพื่อช่วยครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ ผู้มีสิทธิต้องพักอยู่ในที่อยู่อาศัยที่รัฐบาลสร้างให้  ความช่วยเหลือขึ้นอยู่กับจำนวนห้อง  หน่วยที่มีห้องน้อยจะได้ความช่วยเหลือสูงกว่า  เช่น ในปี 2556 หน่วยที่มี  1-2 ห้อง จะได้เงินช่วยเหลือหน่วยที่พักละ 260 เหรียญสิงคโปร์/ปี หรือประมาณ 6,160 บาท/ปี

ในสหราชอาณาจักรรัฐบาลช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย มุ่งเน้นการทำความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว  จะลดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีอายุ  75 ปีขึ้นไป  ผู้ที่อยู่ในโครงการสวัสดิการสังคม ผู้ที่ด้อยโอกาสอื่นๆ เช่น ผู้พิการ อีกด้วย

ในสหรัฐอเมริการัฐบาลอุดหนุนครัวเรือนยากจนในการจัดซื้อเชื้อเพลิง รวมถึงไฟฟ้าเพื่อสร้างความอบอุ่นในบ้านเรือนจะจัดสรรเงินให้เปล่าแก่มลรัฐต่างๆ ในมลรัฐนิวยอร์ก ครัวเรือนจะต้องมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 4,111 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.23 แสนบาท สำหรับครัวเรือนที่มีสมาชิก 4 คน หรืออาจเป็นครัวเรือนที่อยู่ใช้สวัสดิการของรัฐ 

รัฐบาลไทยก็ไม่น้อยหน้าประเทศอื่น นำเอานโยบายไฟฟ้าฟรีสำหรับคนยากจนมาใช้ตั้งแต่ปี 2553 เริ่มต้นเป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจากวิกฤตซัพพลายแต่ก็ต่ออายุกันเรื่อยมา จนกลายเป็นมาตรการที่ถาวร  ปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี คือ บ้านอยู่อาศัยที่ไม่เป็นนิติบุคคล ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ และใช้ไม่เกินเดือนละ 50 หน่วย ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน  ประเมินกันว่ามีผู้ใช้ไฟฟ้าฟรีตามมาตรการนี้ประมาณ 1 ล้านราย และใช้เงินอุดหนุนปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถูกผลักให้เป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ๆ

การอุดหนุนราคาพลังงานมักถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมให้คนไม่ประหยัดและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ  แต่บริการสังคมด้านไฟฟ้าเพื่อกระจายความเจริญออกไปในพื้นที่ชนบท เพื่อลดภาระของผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส  ก็ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลในหลายประเทศนิยมใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง