
ฟื้นลงทุนเอกชนไม่ง่าย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
รัฐบาลเริ่มหมดหวังกับการกระตุ้น การลงทุนของภาคเอกชนลงทุกที เพราะไม่ว่าจะใช้มาตรการ หรือให้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มเติม ก็ไม่อาจผลักดันให้เอกชนเพิ่มการลงทุนได้ แม้ว่าบีโอไอจะอนุมัติการลงทุนได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว แต่การลงทุนจริงก็ยังไม่เกิด ดังนั้น การลงทุนจึงยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
อะไรทำให้การลงทุนที่มีสัดส่วนคิดเป็น 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และเป็นกำลังหลักอีกส่วนที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่สูงมาเป็นทศวรรษหดตัวต่อเนื่องลงมาหลายปีแล้ว
หากพิจารณาในด้านอัตราการขยายตัวแล้ว พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉลี่ยหดตัวเป็นไปในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนไหวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manu
facturing Production Index หรือ MPI) ที่หดตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน สะท้อนว่าธุรกิจส่วนใหญ่ลดปริมาณการลงทุนเนื่องจากยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มากตามการชะลอตัวของการส่งออก
ในปีที่ผ่านมาภาครัฐพยายามใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น แต่ดูเหมือนมาตรการยังไม่ส่งผลต่อการขยายตัวของรัฐบาลที่พยายามจะเติมมาตรการกระตุ้นการลงทุนอีก เช่น หากมีการลงทุนภายในปีนี้จะได้หักลดหย่อนได้ 2 เท่า แต่ก็ไม่มีนักลงทุนสนใจ เพราะมีเงื่อนไขว่าต้องลงทุนให้เสร็จภายในปีนี้ถึงจะได้สิทธินั้น แม้ว่าต่อมารัฐบาลจะแก้ไขผ่อนปรนให้หักค่าใช้จ่ายที่เริ่มลงทุนในปีนี้ได้ 2 เท่า โดยโครงการไม่จำเป็นต้องเสร็จภายในปีนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดการลงทุนได้ และคาดว่าประมาณ 4 เดือนที่เหลือของปีจะมีนักลงทุนมาใช้สิทธิมาตรการนี้ไม่มาก
ดังนั้น รัฐบาลควรจะวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกว่าอะไรเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การลงทุนไม่ขยายตัวนอกเหนือจากประเด็นเศรษฐกิจโลกไม่ดีจนทำให้การส่งออกชะลอตัว
โครงการ Business Liaison Programme หรือ BLP ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สอบถามความเห็นของผู้ประกอบการทุกสาขาธุรกิจทั่วประเทศจำนวน 747 บริษัท ในปี 2558 พบว่าประมาณ 1 ใน 3 หรือ 273 บริษัท เป็นผู้ประกอบการที่มีแผนที่จะลงทุนในช่วง 12 เดือน หรือภายในปี 2559
เหตุผลหลักที่เอกชนยังไม่ตัดสินใจขยายลงทุน เนื่องจากเจอข้อจำกัดทางธุรกิจ คือ ความต้องการสินค้าจากตลาดในประเทศและต่างประเทศลดต่ำลง ต้นทุนการผลิตสูง การปรับราคาสินค้าทำได้ยาก การแข่งขันที่รุนแรงจากตลาดในประเทศ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ
แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไทยเริ่มประสบปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ส่งผลชัดเจนขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และจะกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการลงทุนในระยะยาว ปัญหาเริ่มขยายตัวมากขึ้น จนอาจเป็นเหตุให้กลุ่มธุรกิจลดการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
“ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ ภาคเอกชนไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีการผลิตได้ เห็นได้ชัดเจนในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า อาทิ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่แม้ความต้องการตลาดโลกมีทิศทางหดตัวจากความล้ำสมัยของสินค้า แต่ไทยยังพึ่งพิงการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ในสัดส่วนสูง และ Integrated Circuit (IC) ที่ไทยไม่สามารถผลิต” แหล่งข่าวเปิดเผย
นอกจากนี้ เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การลงทุนใหม่ต้องการห่วงโซ่การผลิตที่ครบวงจร และมีความพร้อมในการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งไทยยังไม่มี ทำให้การลงทุนในกลุ่มธุรกิจนี้ยังกระจุกตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย
นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพและค่าจ้างขั้นต่ำที่มีอัตราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ลงทุนคิดหนักก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนต่อไป หรือจะย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศที่มีต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า
นอกจากนี้ แรงงานไทยยังขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ต่อยอดเพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง
สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ภาคเอกชนมองว่ามีปัญหามาก คือ กฎหมายผังเมืองใหม่ ที่ทยอยบังคับใช้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นจุดตายของการขยายการลงทุนและปิดโอกาสการลงทุนในบางพื้นที่ที่ธุรกิจสนใจ และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณาค่อนข้างนาน ขณะที่กฎเกณฑ์ภาครัฐอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการเคยกล่าวถึงเป็นเพียงอุปสรรคบั่นทอนบรรยากาศการลงทุนแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนนี้ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่รู้ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขโดยการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมและการผลิต
ด้าน อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่าจะไม่มีมาตรการกระตุ้นลงทุนเพิ่มเติม เพราะมาตรการที่ผ่านมาทั้งหมดรัฐบาลใจป้ำ ให้มากแบบไม่เคยมีมาก่อน เพื่อส่งสัญญาณถึงเอกชนว่าให้เร่งลงทุน ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้เพิ่มไปมากกว่านี้
หากพิจารณาที่รัฐบาลพยายามดำเนินนโยบายมาทั้งหมด จะเห็นว่าการกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนให้ได้นั้นยังเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในปีนี้และปีหน้า เพราะการลงทุนภาคเอกชนมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากกว่ารัฐบาล โดยการลงทุนของรัฐบาลที่เร่งกันมา 2 ปีเต็ม ช่วยได้เพียงการประคับประคอง หรือพยุงเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบต่างๆ ที่กระหน่ำเข้ามา แม้รัฐบาลจะคาดหวังว่าเศรษฐกิจปีนี้จะได้การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐผลักดันให้เติบโต 3.5% ก็ยังต้องติดตามดูว่าจะเป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่







