
เดินหน้าฟื้นฟูประชากรม้าน้ำ หลังถูกจับไปทำยาจำนวนมาก
ทส. เดินหน้าฟื้นฟูประชากรม้าน้ำ หวั่นสูญพันธุ์หลังถูกจับไปทำยา-เครื่องประดับจำนวนมาก
ทส. เดินหน้าฟื้นฟูประชากรม้าน้ำ หวั่นสูญพันธุ์หลังถูกจับไปทำยา-เครื่องประดับจำนวนมาก
เมื่อวันที่ 7 ก.ย. นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่าได้เร่งเดินหน้าโครงการฟื้นฟูประชากรม้าน้ำ ในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ หลังถูกบรรจุชื่อ เข้าสู่อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) บัญชี 2 เพื่อควบคุมหรือจำกัดปริมาณการค้าเพื่อไมให้เกิดผลเสียหายต่อการลดจำนวนประชากรม้าน้ำ
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมประมงพบว่ามีการส่งออกม้าน้ำตั้งแต่ปี 2556 จำนวน 1.2 ตัน ปี 2557 จำนวน 1 ตัน ปี 2558 จำนวน 0.95 ตัน กรมประมงจึงได้มีประกาศ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2558 งดออกใบอนุญาตส่งออกม้าน้ำเป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาการส่งออกม้าน้ำของประเทศไทยซึ่งคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาไซเตส จัดให้การส่งออกม้าน้ำของประเทศไทยอยู่ในระดับห่วงใยเร่งด่วน โดยที่ผ่านมา พบว่า มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชีย ซึ่งมีความเชื่อว่าม้าน้ำมีคุณสมบัติเป็นยา จึงนำมาใช้เป็นองค์ประกอบของยาในการรักษาโรคต่างๆ และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ นำมาเป็นเครื่องประดับ พวงกุญแจ และยังมีการนำมาเลี้ยงอีกด้วย ซึ่งเป็นม้าน้ำที่ได้จากธรรมชาติเกือบทั้งหมด ด้วยความต้องการม้าน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความกังวลใจจากหลายประเทศว่าม้าน้ำอาจสูญพันธุ์ได้
นายเกษมสันต์ กล่าวว่า กรมอุทยานฯ และกรมประมง ได้ร่วมโครงการฟื้นฟูประชากรม้าน้ำในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยจะเชิญรมว.ทส. รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรมว.พาณิชย์ สำนักงานเลขาธิการไซเตส เอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ ร่วมในการปล่อยม้าน้ำที่กรมประมงได้เพาะพันธุ์ โดยเป็นม้าน้ำดำ จำนวน 100 ตัว ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ ที่บริเวณหาดหยงลำ และเกาะมุก อุทยานฯ หาดเจ้าไหม จ.ตรัง
นอกจากนี้กรมอุทยานฯ ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ และคณะทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญจากสถานศึกษา นักวิชาการทางทะเล และผู้มีความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรใต้ทะเลจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมดำเนินการในการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรม้ำน้ำในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ รวมทั้งดึงภาคประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานด้วย







