
Bitcoin/Blockchain ที่กำลังพูดถึงกัน เราเข้าใจดีแค่ไหน? (จบ)
โดย...จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กรรมการผู้จัดการ coins.co.th
โดย...จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กรรมการผู้จัดการ coins.co.th
อย่างที่เราคุยกันไปในคราวที่แล้วเรื่องบิตคอยน์ หลายคนอาจจะงงว่าแล้วเงินจะเพิ่มขึ้นมาได้ยังไง? ใครผลิต? แล้วการที่ระบบเก็บข้อมูลนั้น บันทึกยังไง? ทำไมถึงปลอดภัย วันนี้เราจะมาดูกัน
การเพิ่มเงินตราในระบบ
ที่จริงแล้วการเพิ่มเงินในระบบนั้น เกิดผ่านสิ่งที่เรียกว่า การขุดบิตคอยน์ ต้องมีคนสงสัยแน่ๆ ว่ามันเป็นข้อมูลดิจิทัลจะมาขุดอะไร ยังไง ขอยกตัวอย่างในยุคสมัยก่อนถ้าทุกคนใช้ระบบบัญชีสาธารณะ เมื่อมีชาวบ้านคนใดเจอหินเพิ่ม เขาก็จำเป็นต้องมาประกาศกลางหมู่บ้านว่าเขามีหินเพิ่มแล้ว ทุกคนช่วยจดลงไปในสมุดบัญชีด้วยนะ
สำหรับการขุดบิตคอยน์ก็คล้ายๆ กัน คือ ขุดให้เจอแล้วประกาศเข้าไปในบล็อกเชน แต่ว่าเราไม่จำเป็นต้องไปหาจอบหรือเสียมมาขุด เราจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหา Cryptographic hash
function ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่รูปแบบไปทางเดียว โดยคอมพิวเตอร์สุ่มตัวอักษรไปเรื่อยๆ ถ้าค่าถูกต้องเมื่อไร คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็จะได้บิตคอยน์เป็นรางวัล
ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกเข้ามาร่วมการขุดบิตคอยน์ ซึ่งตัวระบบจะมีการเปลี่ยนแปลงความยากของโจทย์ที่ต้องคำนวณหาไปตามพลังการคำนวณ (Computing Power) ของคนในระบบทั้งหมด แปลว่ายิ่งมีคนเข้ามาขุดเพิ่ม โจทย์ก็จะยากขึ้นไปด้วย ขณะที่ถ้าจำนวนน้อยลง ความยากก็จะน้อยลงเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้มีความมั่นใจว่าค่าเฉลี่ยของเวลาในการขุดบิตคอยน์ 1 บล็อก จะอยู่ราวๆ ทุก 10 นาที
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือ จำนวนบิตคอยน์ทั้งหมดในโลกจะมีเพียงแค่ 21 ล้านบิตคอยน์เท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้เปรียบเสมือนทองคำ สิ่งใดที่มีมูลค่าในโลกมักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ และมีจำนวนจำกัด
การบันทึกธุรกรรมเข้าสู่บัญชีสาธารณะ
กลับมาที่โลกยุคมนุษย์หินกันอีกรอบ ทีนี้เมื่อมีคนมากขึ้น คนก็เริ่มออกไปตั้งรกรากกันในแต่ละที่ที่อยู่ห่างไกลกันไป ทำให้ไม่สามารถประกาศธุรกรรมกลางหมู่บ้านได้อีก จึงต้องมีการเดินทางไปแต่ละหมู่บ้านเพื่อให้ทุกบัญชีตรงกัน สมมติว่าตอนนี้เรามีหมู่บ้าน 2 หมู่บ้าน มีคน 3 คน นาย ก นาย ข และนาย ค ซึ่งมีหินคนละ 10, 0, 0 ก้อน ตามลำดับ
นาย ก นำหิน 10 ก้อนไปให้นาย ข และทำการประกาศที่หมู่บ้านแรก นาย ข ดีใจก็ทำการเอาหินไปให้นาย ค ทันที และประกาศที่หมู่บ้านแรกเช่นกัน
ทีนี้ นาย ก และนาย ข ก็ต้องทำหน้าที่เดินทางไปที่หมู่บ้านอื่นเพื่อประกาศธุรกรรมนี้ เรื่องจึงเกิดขึ้นเมื่อนาย ข ไปถึงหมู่บ้านที่ 2 ก่อนนาย ก และทำการประกาศธุรกรรมว่าตัวเองได้นำหิน 10 ก้อนไปให้นาย ค เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่นาย ก จะมาหมู่บ้านที่สอง ผลปรากฏว่าหมู่บ้านนั้นไม่ยอมรับธุรกรรมที่เกิดขึ้นนี้ เนื่องจากในบัญชีนาย ข ยังไม่มีหินสักก้อนเลย
ขณะนี้บัญชีของทั้งสองหมู่บ้านไม่ตรงกันแล้ว ทำให้เราต้องหาวิธีแก้ไขขึ้นมา โดยสร้างสมุดบัญชีขึ้นมาอีก 1 อันสำหรับธุรกรรมที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน (Univerified Transaction) และเมื่อหมู่บ้านใดสามารถขุดหาหินเพิ่มเติมขึ้นมาจะเป็นผู้บันทึกธุรกรรม และประกาศให้ทุกหมู่บ้านรับทราบทั่วกัน
ซึ่งแนวคิดนี้ก็ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในระบบบล็อกเชนและบิตคอยน์ โดยกำหนดให้ Miner หรือผู้ขุดบิตคอยน์ที่สามารถขุดบิตคอยน์ออกมาได้ในเวลานั้น เป็นผู้หยิบธุรกรรมจากบัญชีธุรกรรมที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเข้าไปบันทึกในระบบบล็อกเชน และประกาศให้ทุกคนในเครือข่ายรับทราบทั่วถึงกัน
รูปแบบของธุรกรรมที่บันทึกเข้าไปในบล็อกเชน
ระบบบล็อกเชนจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายบล็อกแต่ละบล็อกที่ต่อๆ กันไปเรื่อยๆ การบันทึกธุรกรรม (และการขุดบิตคอยน์) คือการสุ่มหาบล็อกใหม่ที่สามารถนำเข้าไปต่อกับบล็อกเดิมได้เรียงกันไปเรื่อยๆ ในแต่ละบล็อกก็จะมี 1) Transaction - ข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดที่ Miner หยิบเลือกเข้ามาบันทึก 2) Proof of work - ข้อมูลหลักฐานที่ได้จากการขุด 3) Previous Reference - หลักฐานอ้างอิงจากบล็อกก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม หากมี Miner สามารถสุ่มแก้ปัญหา Cryptographic hash function ได้พร้อมกันจะเกิดอะไรขึ้น! คำตอบคือ ระบบบล็อกเชนจะยอมรับเส้นทางของบล็อกที่ยาวที่สุดและละทิ้งบล็อกเส้นทางที่สั้นกว่าทันที
มาถึงตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่าการที่แฮ็กเกอร์ต้องการจะโจมตีระบบบล็อกเชนจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเส้นทางธุรกรรมของบล็อกเชนไปในทางที่พวกเขาต้องการ และสร้างธุรกรรมหลอกลวงขึ้นมาซึ่งก็ต้องแข่งกับ Miners ทั่วโลกที่กำลังใช้ Computing Power ในการขุดหาบล็อกใหม่ๆ อยู่เหมือนกัน ดังนั้นหนทางเดียวคือต้องมี Computing Power สูงกว่า 50% ของระบบในบล็อกเชนทั้งหมด และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมบิตคอยน์ต้องมีการมอบรางวัลแก่ Miner เป็นบิตคอยน์จำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีคนเข้ามาร่วมเครือข่ายให้มากขึ้นด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยนั่นเอง
เป็นอย่างไรบ้างสำหรับบิตคอยน์ บล็อกเชน จะเห็นได้ว่าระบบบล็อกเชนนั้นมีความซับซ้อนและถูกออกแบบมาอย่างดีโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ (Incentive) ของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างชาญฉลาด เชื่อว่าในอนาคตเราจะได้เห็นการประยุกต์ใช้บล็อกเชนในวงการอื่นๆ อีกมากมายไม่เพียงแค่วงการการเงิน







