
ชาวประมงธรรมดา
“ลุงยูร” เป็นคนหาปลา เขาบอกว่าตัวเองเป็นชาวประมงธรรมดาๆ คนหนึ่ง
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
(1)
“ลุงยูร” เป็นคนหาปลา เขาบอกว่าตัวเองเป็นชาวประมงธรรมดาๆ คนหนึ่ง
เวลาแต่ละวันของลุงยูรหมดไปกับวัตรปฏิบัติอันกลมเกลียวกับสายน้ำ เกินครึ่งถูกใช้ไปกับการล่องเรือ-ไหลมอง (อุปกรณ์ประมง) จะมีบ้างที่ขึ้นฝั่งมาก่อสร้าง-กรีดยาง ตามเรื่องตามราว
เท่าที่มีโอกาสสัมผัสกับชาวประมงในหลายพื้นที่ ดูเหมือนว่า “ความใจเย็น” จะเป็นคุณสมบัติร่วมของพวกเขา
ผมคิดเอาเองว่า ข้อจำกัดเรื่อง “เวลา” น่าจะไม่ใช่เงื่อนไข-อุปสรรค หรือมีอิทธิพลเหนือชีวิตของชาวประมง
เพราะคนจับปลามิอาจเปิดให้ “ความเร่งรัด-เร่งรีบ” เข้ามายึดกุมพื้นที่ในจิตใจ
นั่นไม่ใช่วิถี
ลุงยูรใช้เวลากว่าค่อนคืนในการหาปลา ซึ่งเป็นไปตามกติกาที่กลุ่มประมงพื้นบ้านร่วมกันกำหนดเพื่อใช้แม่น้ำโขงร่วมกัน
เริ่มต้นจากการล่องเรือไปจอดบริเวณจุดหาปลา (ดอนไข่) เพื่อเข้าคิวไหลมอง ซึ่งระยะเวลาเร็ว-ช้า ขึ้นอยู่กับจำนวนเรือที่ออกมาหาปลาในคืนนั้นๆ
เมื่อถึงรอบของตัวเอง ลุงยูรจะล่องเรือออกไปไหลมองตามลำน้ำ เขาค่อยๆ ปล่อยมองหรือตาข่ายช้าๆ เพื่อป้องกันไม่ให้พันกัน เมื่อสุดก็จับปลายด้านหนึ่งเอาไว้ ทิ้งให้มองไหลตามน้ำอย่างอิสระประมาณ 20-30 นาที
จากนั้นเป็นเรื่องของโชคชะตา
ว่ากันว่า ชาวประมงแต่ละรายมีลีลาการจับปลาในแบบฉบับเฉพาะตัว ตั้งแต่การขี่เรือ ท่ายืน วิธีปล่อยอุปกรณ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดและนิสัยของแต่ละคน แต่ที่ไม่อาจลอกเลียนกันก็คือ “จังหวะ”
โดยเฉพาะจังหวะการดึงปลาขึ้นจากน้ำ ซึ่งต้องอาศัยความเฉียบคม ฉับไว หนักแน่น ส่งผ่านอวัยวะทั้ง 32 ที่สอดผสานเป็นหนึ่งกับผืนน้ำ ท้องเรือ แรงลม ความมืด และอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ตรงหน้า
วินาทีเผชิญหน้าจึงชี้ขาดกันที่ “ความสงบด้านใน”
ผมไม่ทราบว่าลุงยูรกำลังคิดอะไรอยู่ในขณะที่ใช้สองมือสาวมองขึ้นมาบนเรือ หรือเขาอาจไม่ได้คิดอะไรเลย เพื่อเปิดเผยตัวเองต่อความจริงที่ปรากฏ
ลุงยูรเล่าว่า บ่อยครั้งที่ออกเรือไปทั้งคืนโดยไม่ได้ปลาแม้แต่ตัวเดียว แต่ลุงยูรก็ยังจะออกเรือไปหาปลาอยู่อย่างนั้น หนำซ้ำวันละหลายรอบ
ที่น่าแปลกใจก็คือชาวประมงรายนี้ยังยิ้มและหัวเราะสม่ำเสมอ แม้จะไม่ได้ปลาติดต่อกันมาหลายวัน
ผมคิดว่าความสุขของลุงยูรคือการได้หาปลา เป็นความสุขที่เกิดจากการ “หาเพื่อหา”
ส่วนปลาอาจเป็นเพียงผลพลอยได้
(2)
แสงไฟจากถนนคนเดินส่องสว่างเป็นทางยาวตลอดริมฝั่งโขง ปลุกค่ำคืนเมืองเชียงคานให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากฝนเพิ่งซาเม็ดได้ไม่นาน
นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยออกมาจากที่พักเพื่อสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของเมืองเก่า บ้างจับกลุ่มเดินเตร่ชิมอาหาร บ้างยืนชมการแสดงพื้นบ้านของเด็กน้อย คู่รักจูงมือกันไปถ่ายรูป ขณะที่ชายหนุ่มกำลังบรรจงเลือกของฝากน่ารักๆ หวังพิชิตหัวใจสาวเจ้า
ไกลออกไปในแม่น้ำ... ยินเสียงเครื่องยนต์เรือเล็กแผ่วเบา ลำแล้วลำเล่าแล่นผ่านไป
ลุงยูรยืนยืดเส้นยืดสายในความมืด สองมือวักน้ำล้างหน้าล้างตาพอกระปรี้กระเปร่า ก่อนจะฉวยอุปกรณ์หาปลาเดินลงไปยังแพเพื่อตระเตรียมเรือ ขณะนั้นเป็นรอยต่อเข้าสู่วันใหม่
ท่วงทำนองของลุงยูรในความเงียบเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีผิดแผกแตกต่างไปจากช่วงกลางวัน จังหวะการยืน เดิน หรือเคลื่อนไหวในเรือที่โคลงเคลงก็เป็นไปตามธรรมชาติ
ความมืดอาจเป็นอุปสรรคต่อใครหลายคนแต่ไม่ใช่กับชาวประมง แสงสว่างจากไฟฉายกระบอกเล็กๆ เพียงพอต่อการนำทางตลอดคืน
อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เคยเขียนเอาไว้ว่า อันที่จริงชีวิตไม่เพียงอาศัยอ้อมกอดของราตรีคอยอุ้มประคอง หากคือการเดินทางในความมืดโดยตัวของมันเอง
ดังนั้น มีแต่ต้องเรียนรู้นิมิตแห่งค่ำคืนจึงอาจข้ามพ้นสายน้ำแห่งกาลเวลา
ดุจดั่งคนหาปลารู้จักดับตะเกียงเพื่อดูดาว
(3)
แว่บหนึ่งก่อนความคิดจะออกเดินทาง ผมนั่งสบตากับความมืดอยู่ริมโขง
ไม่มีความโกรธ ความเกลียด หรือความกลัว
ไม่มีตัวเขา ตัวเรา หรือตัวใคร
เบื้องบนดาวดวงน้อยสุกสกาวประดับฟ้า เบื้องหน้าเรือลอยล่องท่องมหานทีอันไพศาล
ความจริงประการหนึ่งก็คือ มนุษย์ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าองค์ประกอบเล็กๆ ของโลก
ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรไปกว่าฝุ่นผงในระบบนิเวศของจักรวาล
โปรดเคารพธรรมชาติและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ







