posttoday
เชิงรุกคุมตื่นซิกา

เชิงรุกคุมตื่นซิกา

03 กันยายน 2559

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสซิกาได้กลับมาระบาดในหมู่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสซิกาได้กลับมาระบาดในหมู่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบว่าประเทศสิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาในประเทศเกิน 100 คนแล้ว เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเป็นรายแรกด้วย ขณะที่ประเทศมาเลเซียยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ เป็นสตรีที่เพิ่งเดินทางไปสิงคโปร์นาน 3 วัน

ที่น่าเป็นห่วง คือ ในประเทศไทยเองขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการแพร่ระบาดจนทำให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรป (European Center for Disease Prevention and Control : ECDC) ได้จัดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไวรัสซิการะดับสีแดง กล่าวคือมีการแพร่กระจายของโรคอย่างกว้างขวางในช่วง 3 เดือนเทียบเท่ากับอเมริกาใต้ ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย อยู่ในระดับสีเหลืองที่มีผู้ป่วยประปราย ส่วนประเทศลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน กัมพูชา อยู่ในระดับสีฟ้า คือ ไม่พบผู้ป่วยในรอบ 3 เดือน และเมียนมาอยู่ในระดับสีเทาอ่อน คือ ไม่มีรายงานผู้ป่วย

ไม่ว่าจะองค์กรของสหภาพยุโรปจะเข้าใจถูกผิดอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ไวรัสซิกาในประเทศไทยอยู่ในขั้นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคเมื่อต้นปีจนถึงกลางปี คือเดือน มิ.ย. 2559 พบว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาสะสม 97 ราย ใน 10 จังหวัด 16 อำเภอ 26 ตำบล 42 หมู่บ้าน ผ่านมาอีก 2 เดือน พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยรายใหม่ 13 คน ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จ.เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ

เมื่อเทียบตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาตั้งแต่ปี 2555 ที่เริ่มพบเชื้อและการแพร่ระบาดในไทย เฉลี่ยแล้วประเทศไทยมีปีละ 5-7 ราย แต่ปีนี้มีการระบาดเชื้อไวรัสซิกาทั้งภูมิภาคและทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบตามมาจากผู้ป่วยสะสมในอดีตจนถึงปัจจุบันร่วม 10 กว่าจังหวัด รวมแล้วกว่า 100 ราย ถือว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด แม้จะเทียบไม่ได้กับการระบาดในประเทศบราซิล หรือในทวีปอเมริกาใต้

ถึงแม้ว่าเชื้อไวรัสซิกาอาจไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับมหันตภัยไข้เลือดออกที่คร่าชีวิตคนไทยได้ทุกเพศทุกวัย และยังมีแนวโน้มในปีนี้ว่า มีผู้ป่วยไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น ขณะที่เชื้อไวรัสซิกาจะอันตรายกับหญิงตั้งครรภ์โดยตรง อย่างไรก็ดีการแก้ปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานเชิงรุกให้เข้มข้นและหนักหน่วงกว่านี้

กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใกล้ชิดกับชุมชน ต้องเร่งปูพรมประชาสัมพันธ์เตือนอันตรายของโรค สร้างการรับรู้ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะฤดูนี้อยู่ในช่วงหน้าฝนที่ช่วยให้ยุงลายตัวเพาะเชื้อ แพร่พันธ์ุได้ดี จึงต้องเร่งกำจัด ด้วยการกระตุ้นเตือนชาวบ้านทำความสะอาดแหล่งน้ำขังตามจุดต่างๆ ในบ้านและละแวกใกล้เคียง

เราเห็นด้วยกับมาตรการต่างๆ ที่ออกมา ไม่ว่าการให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลิตกับดักยุงลาย ซึ่งจะล่อให้ยุงมาวางไข่ เพื่อนำไปกำจัดทิ้ง ขยายไปทั่วประเทศกว่า 1 ล้านชุด หรือการเคาะประตูบ้านแจกสารกำจัดยุงลายให้กับชุมชนต่างๆ ตลอดจนการแต่งตั้งคณะกรรมการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์โรคดังกล่าว หรือจะลงลึกในระดับอำเภอ ในพื้นที่เสี่ยงที่พบยุงลายเป็นจำนวนมาก

เราเชื่อมั่นว่าประสบการณ์การเฝ้าระวังและมาตรการทางสาธารณสุขของไทยที่จัดการเรื่องโรคระบาด รวมถึงการวินิจฉัยโรค การเปิดเผยข้อมูล ทำได้ดีระดับต้นๆ ของอาเซียน จะนำมาใช้กำจัดกรณีไวรัสซิกา สิ่งที่สำคัญต้องเปิดเผยความจริงว่า พื้นที่ใดมีผู้ป่วย ตลอดจนผลการรักษา เพื่อให้ประชาชนรู้ทั้งกระบวนการว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งสามารถควบคุมโรคให้สงบลงได้ในเวลาที่เหมาะสม แต่หากปกปิดรังแต่จะยิ่งสร้างความตื่นตระหนกจนไปกันใหญ่ กระทบกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาโรคระบาดสมัยใหม่ที่ต้องจัดการทั้งปัญหาความเชื่่อมั่นและการป้องกันโรคควบคู่กันไป

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์