
Brexit กับโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชน
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ปัญหาเรื่อง Brexit สำหรับคนไทยคงจบไปแล้ว ระบบตลาดเงินตลาดทุนที่เคลื่อนไหวเร็วก็เข้าสู่ปกติ แม้อาจมีการขยับบ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนช่วงลุ้นประชามติ อย่างไรก็ตาม ในสหราชอาณาจักรประชาชนยังคงพูดถึง วิจารณ์ และคาดเดาต่างๆ นานาว่าอังกฤษจะเดินไปในทิศทางใด ทั้งเศรษฐกิจภายในของตัวเอง และความสัมพันธ์ต่อยุโรปและต่อโลกทั้งโลก
เวลามองความสัมพันธ์เหล่านี้ การมองแบบแยกส่วนจะทำให้เห็นฐานความคิดที่แตกต่างกันของประชาชนชาวอังกฤษได้ดีที่สุด เคยเขียนกว้างๆ ไว้ในบทความนี้ว่าเหมือน Micro Economic ปะทะ Macro ซึ่งฐานเศรษฐศาสตร์ของสองเรื่องนี้ เกิดจาก 2 มุมมองใหญ่บนฐานกลไกเศรษฐกิจเดียวกัน แต่ด้านหนึ่งมองภาพรวม ด้านหนึ่งมองภาพย่อยๆ แต่ทั้งสองส่วนสัมพันธ์กัน ปัญหาของ 2 มุมมองนี้ เมื่อก่อนสัมผัสยากมาก ต้องใช้ศาสตร์เยอะเพื่ออธิบาย สร้างเป้าหมาย กฎเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์สำหรับผู้บริหารนโยบายในภาพรวม แต่ด้วยยุคดิจิทัลในปัจจุบัน บางวิชาที่อาจต้องใช้เวลาเรียนเป็นปีในหลักสูตรปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจ ตอนนี้ใช้คลิกเดียว โลกเปลี่ยนมาก คนส่วนใหญ่เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าตนเองจะได้รับผลกระทบอะไรจากนโยบาย และวิพากษ์วิจารณ์ทันที
แน่นอนว่าสำหรับกลุ่มผู้มีการศึกษาสูงแบบระบบดั้งเดิม จะทำความเข้าใจต่อการเปลี่ยนไปนี้ของประชาชนได้ลำบาก เพราะตนเองมีกรอบการเรียนรู้มาแบบนั้นทั้งชีวิต สำหรับคนรุ่นใหม่มากๆ ก็จะออกไปอีกแนวทาง คือ อาจไม่สนใจอะไรเลยในความเป็นขอบเขตแบบเศรษฐกิจรัฐ ที่ใดทำให้ประชาชนเหล่านี้ทำงานง่ายที่สุด อำนวยความสะดวกที่สุด เป็นมิตรที่สุด เขาจะเดินทางไปบนโลกออน์ไลน์ ซึ่งในบางครั้งหากผู้กำกับ กฎหมายต่างๆ ไม่เข้าใจความเปลี่ยนไปของความเป็นรัฐในสายตาคนรุ่นใหม่ กฎหมายจะยิ่งผลักคนเหล่านี้ออกไป พร้อมเสียบุคลากรเก่งๆ
Brexit ให้บทเรียนหลายอย่างต่อผู้กำกับนโยบายที่นี่ การมุ่งความเติบโตในภาพรวม โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ ตลาดการค้า ตลาดเงิน และตลาดทุน สร้างผลลบต่อคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สัมผัสหรือใช้ประโยชน์จากโครงสร้างเศรษฐกิจแบบนี้น้อยมาก ผลจึงออกมาแบบที่เห็น วันนี้พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่อังกฤษจึงออกมาว่า คนอังกฤษเลือกชีวิตของตัวเองแล้ว จะเดินต่อเองอย่างไร? ยังมีอีกหลายเรื่องใน Article 50 ที่อังกฤษกับยุโรปต้องนั่งถกกัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของบ้านเรา
ได้ข่าวหลายอย่างเรื่องการมุ่งยกระดับสินค้าชุมชน ทั้งโอท็อป ทั้งประชารัฐ เพื่อสร้างเศรษฐกิจภายในให้แข็งแรงทั่วถึง หลังจากยอมรับได้แล้วว่าการพึ่งเศรษฐกิจโลกอย่างเดียวอันตรายเกินไปในการสร้างเสถียรภาพระยะยาว รวมทั้งความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านต้องระมัดระวัง การที่มีทุนใหญ่ของไทยเข้าไปซื้อกิจการบริษัทในหลายประเทศ มุมของประเทศไทยในภาพรวมอาจจะดี แต่มุมของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นต่อไทยจะเป็นอย่างไร? คนตัวเล็กตัวน้อยจึงสำคัญกว่าคนตัวใหญ่ในเรื่องนี้ การค้า โครงสร้างที่มุ่งใช้ทุนนำเพื่อชนะ มีโอกาสสูงมากที่จะสร้างความแตกแยกในกลุ่มเศรษฐกิจ ถ้าไม่เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนคนส่วนใหญ่จริง
ถ้าจะเลือกข้าง ขอเลือกคนตัวเล็กตัวน้อย ผลักดันให้ค้าขายกันไปมาทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่บุกไปเอาหรือผลักสินค้าไทยเข้าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเดียว ให้มีมาและมีไป พร้อมๆ กัน หลายๆ ชั้นการค้า เล็กๆ ใหญ่ๆ ผสมกันไปให้มากที่สุด รัฐบ้าง เอกชนบ้าง มองเขาเป็นคู่ค้า ไม่ใช่คู่แข่ง บทเรียนของ Brexit เขียนแบบเศรษฐศาสตร์อธิบายไม่ออก แต่เชื่อว่าเป็นทิศทางใหม่ทั่วโลก โดยพึ่งรัฐน้อยลง เชื่อรัฐน้อยลง เลือกทางเดินตัวเองมากขึ้น รูปนี้อธิบายได้ ยืนคุยกับคนขายนานสองนานเรื่อง Brexit คงไม่ต้องบอกว่าลุงเลือกอะไร?







