
ญี่ปุ่นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ละเลย’ศรที่3’อาเบะโนมิกส์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่สามารถสลัดพ้นจากการขยายตัวต่ำมาได้ตั้งแต่เข้าศตวรรษที่21นี้มา โดยเมื่อเทียบรายไตรมาสแล้ว ในช่วง5ไตรมาสที่ผ่านมานั้น2ไตรมาสเผชิญกับการขยายตัวต่ำไม่เกิน0.5%ขณะที่อีก2ไตรมาสหดตัวติดลบ และในไตรมาสล่าสุดที่ผ่านมา ญี่ปุ่นก็ขยายตัว0%หรือเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไม่โตเลยแม้แต่น้อย
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เพิ่มมาตรการกระตุ้นด้วยการเข้าซื้อกองทุนรวมอีทีเอฟ ขณะที่ก่อนหน้านั้น นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ประกาศงบการคลังทุ่มกระตุ้นมากถึง28ล้านล้านเยน (ราว8.4ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม การทุ่มเม็ดเงินลงมานั้น อาจไม่ได้หมายความว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัวตามไปด้วย เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างตลาดแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสังคมผู้สูงวัยยังไม่ได้รับการแก้ไข
เมื่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของเอกชนขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น บีโอเจจึงพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดในส่วนนั้น ด้วยการประกาศนโยบายกระตุ้นเพิ่มหลังการประชุมเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยขยายการเข้าซื้อกองทุนรวมอีทีเอฟจาก3.3ล้านล้านเยน/ปี (ราว1ล้านล้านบาท) เป็น6ล้านล้านเยน/ปี (ราว1.98ล้านล้านบาท)
บีโอเจประกาศเข้าซื้ออีทีเอฟมาตั้งแต่ปี2010โดยเข้าซื้ออีทีเอฟทั้งหมด4.5แสนล้านเยน (ราว1.48แสนล้านบาท) ก่อนเพิ่มการเข้าซื้อกองทุนอีทีเอฟเป็น1ล้านล้านเยน (ราว3.3แสนล้านบาท) ในปี2013และเพิ่มอีกเป็น3ล้านล้านเยน ในเดือน ต.ค.2014พร้อมกับการเพิ่มมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จาก60ล้านล้านเยน(ราว19ล้านล้านบาท) เป็น80ล้านล้านเยน (ราว26ล้านล้านบาท) ก่อนเพิ่มการซื้ออีทีเอฟอีกครั้งเป็น3.3ล้านล้านเยน (ราว1ล้านล้านบาท) ในเดือน ธ.ค.2015
แม้มาตรการดังกล่าวช่วยให้ตัวเลขของตลาดหุ้นญี่ปุ่นขยับไปอยู่ในแดนบวกอย่าง“สวยงาม”โดยนับตั้งแต่ปี2010ดัชนีนิกเกอิปรับตัวขึ้นมาจากต่ำกว่า9,000จุด เมื่อปี2010เป็นเกือบ1.7หมื่นจุดในปัจจุบัน และยังเคยขึ้นไปเหนือ2หมื่นจุดเมื่อปี2015เช่นเดียวกับดัชนีโทปิกซ์ของตลาดหุ้นโตเกียว ก็ปรับตัวขึ้นจากต่ำกว่า900จุด เป็นเหนือ1,300จุด ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ความสวยงามนั้นแฝงไปด้วยความแคลงใจของบรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้น โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ประเมินว่า บีโอเจจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในดัชนีนิกเกอิ225ทั้งหมด55แห่ง จากบริษัทระดับท็อปในดัชนีดังกล่าวภายในสิ้นปี2017
“มีแค่ญี่ปุ่นที่เดียวที่ธนาคารกลางแทรกแซงเข้ามาในตลาดหุ้นมากขนาดนี้ นักลงทุนกำลังถามว่าการกระทำนี้ถูกต้องหรือไม่”มาซาฮิโระ อิชิคาวะ นักกลยุทธ์อาวุโสของซูมิโตโม มิตซุย แอสเซท แมเนจเมนต์ กล่าว
ก่อนหน้าที่บีโอเจจะประกาศเพิ่มการเข้าซื้ออีทีเอฟ รัฐบาลของอาเบะก็ประกาศลุยกระตุ้นครั้งใหญ่28ล้านล้านเยน (ราว8.4ล้านล้านบาท) ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนัดฉุกเฉินในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี2008แต่มาตรการดังกล่าวคงยังไม่เห็นผลในระยะสั้น เนื่องจากนโยบายดังกล่าวแบ่งผ่านงบประมาณออกเป็น2งวด คือ งบประมาณพิเศษ4.6ล้านล้านเยน (ราว1.5ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณปัจจุบัน และในส่วนที่เหลือจะออกในปีงบประมาณหน้า
นอกจากนี้ นิตยสารเนชั่นแนลอินเทอเรสต์ จากสหรัฐ ระบุว่า จากงบประมาณดังกล่าวนั้นไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นดีขึ้นมาได้ เนื่องจากละเลยปัจจัยหลักอย่างการปฏิรูปตลาดแรงงานท่ามกลางประเทศที่เดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยในบทความดังกล่าวระบุแยกมาตรการออกเป็น3ด้าน
ด้านแรกคือ การให้เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำกว่าคนละ1.5หมื่นเยนซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอาใจภาคธุรกิจมากเกินไปหลังการใช้นโยบายการเงินกดค่าเงินเยนเพื่อช่วยเหลือการส่งออก ขณะที่ด้านที่2คือการลดการจ่ายค่าบำนาญ ซึ่งแม้จะช่วยให้ประชาชนมีเงินในมือมากขึ้น แต่ก็ไม่มากพอที่จะช่วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน นโยบายทั้งสองด้านยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในขณะนี้ ซึ่งคือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ตามศรดอกที่3ในนโยบายอาเบะโนมิกส์ ซึ่งประกอบไปด้วยการใช้นโยบายการคลัง การเงิน และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการพูดถึงเสมอยามที่เอ่ยถึงสังคมผู้สูงอายุ โดยญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดต่ำมากแค่1.4คน ต่อผู้หญิง1คน เท่านั้น เมื่อปี2014ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่2.45คน ต่อผู้หญิง1คน ส่งผลให้แรงงานในตลาด2คนต้องทำงานเพื่อสนับสนุนผู้สูงอายุ1คน และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
จึงไม่แปลกที่ใครต่อใคร รวมถึงฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ จะเรียกร้องให้รัฐบาลอาเบะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น การดึงแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม“ค่านิยม”ของชาวญี่ปุ่นเป็นตัวขัดขวางการปฏิรูปเศรษฐกิจในลักษณะดังกล่าว โดยความเป็นชาตินิยมของญี่ปุ่นทำให้ยากที่จะรับแรงงานต่างชาติเข้ามาเสริมตลาดแรงงาน ซึ่งการจะผลักดันอาจทำให้เสียความนิยมในหมู่ประชาชน ขณะที่สตรีญี่ปุ่นนิยมการเป็นแม่บ้านมากกว่าการทำงานนอกบ้าน
แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังแสดงให้เห็นผ่านมาตรการต่างๆ เช่น เร็วๆ นี้ ญี่ปุ่นกำลังพิจารณายกเลิกภาษีที่ทำให้ผู้หญิงไม่ออกไปทำงานด้วยการละเว้นภาษี3.8แสนเยน (ราว1.1แสนบาท) ให้คู่แต่งงานที่ไม่สามีก็ภรรยามีรายได้ไม่ถึงปีละ1.03ล้านเยน (ราว3แสนบาท)
แต่ญี่ปุ่นยังคงต้องพยายามมากขึ้นกว่าจะเห็นผลในเชิงโครงสร้าง ซึ่งนับเป็นความ“ท้าทาย”อย่างยิ่ง เพราะการปฏิรูปโครงสร้างบางอย่างจะกระทบกับฐานเสียงและความนิยมของพรรคการเมืองในท้ายที่สุด







