
เรื้อรัง
ในที่สุดก็เดินมาจนจบกระบวนการสุดท้าย เมื่อรัฐสภาบราซิลมีมติเสียงข้างมากลงมติถอดถอนประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ ออกจากตำแหน่ง (อิมพีชเมนต์) เมื่อคืนที่ผ่านมา จากข้อกล่าวหาตบแต่งตัวเลขงบประมาณขาดดุล เพื่อหวังผลการเลือกตั้งสมัยที่ 2
ในที่สุดก็เดินมาจนจบกระบวนการสุดท้าย เมื่อรัฐสภาบราซิลมีมติเสียงข้างมากลงมติถอดถอนประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ ออกจากตำแหน่ง (อิมพีชเมนต์) เมื่อคืนที่ผ่านมา จากข้อกล่าวหาตบแต่งตัวเลขงบประมาณขาดดุล เพื่อหวังผลการเลือกตั้งสมัยที่ 2
รุสเซฟฟ์จึงสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง เป็นทั้งประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของบราซิล และประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกถอดถอนได้สำเร็จ ปิดฉากการเมืองพรรคฝ่ายซ้ายที่ครองอิทธิพลมาตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคผู้นำคนก่อน
ผู้นำหญิงวัย 68 ปี รายนี้นับว่ามีประวัติไม่ธรรมดา เพราะเคยเข้าร่วมกลุ่มกบฏฝ่ายซ้ายมาร์กซิสต์ต่อสู้กับรัฐบาลทหารมาตั้งแต่อายุ 16 ปี ทั้งถูกจับ ถูกทรมาน และถูกจำคุกนาน 3 ปี ก่อนจะออกมาเรียนต่อจนจบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ และเข้าสู่แวดวงการเมืองในกลุ่มฝ่ายซ้ายที่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน จนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรก และเป็นถึง 2 สมัยติดต่อกัน
ความผิดที่ถูกรัฐสภาโหวตถอดถอน ซึ่งรุสเซฟฟ์ระบุว่าเป็นความพยายาม “รัฐประหาร” เธอแบบหนึ่งนั้น เป็นผลมาจากการตบแต่งตัวเลขงบขาดดุลให้ดูดีขึ้นก่อนการเลือกตั้งปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่หนักถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือจีดีพีติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลงหนัก และการบริหารจัดการที่ไม่ดีนัก
แน่นอนว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ทำให้มีคนตกงานทั่วประเทศถึง 11 ล้านคนในทุกวันนี้ เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจ แต่อีกประเด็นที่สามารถเรียกแขกและจุดชนวนความไม่พอใจในสังคมได้มากเช่นกันคือ “การคอร์รัปชั่น”
รุสเซฟฟ์ไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่นโดยตรง ตรงกันข้ามเธอเป็นประธานาธิบดีที่อาจได้ชื่อว่าคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดคนหนึ่งในแวดวงการเมืองบราซิลอันขึ้นชื่อ แต่เธอให้การปกป้องอดีตผู้นำคนก่อน ลูลา ดา ซิลวา ผู้เป็นเหมือนพี่เลี้ยงในวงการการเมืองของเธอ ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตในกรณีมหากาพย์คอร์รัปชั่น “โอเปอเรชั่น คาร์วอช” อันโยงใยกับปิโตรบาส วิสาหกิจพลังงานเบอร์ 1 ของประเทศ ซึ่งรุสเซฟฟ์เองก็นั่งเป็นประธานบอร์ดอยู่ด้วย
นอกจากเสียมวลชนไปไม่น้อยแล้ว อีกปัญหาใหญ่ก็คือระบบการเมืองบราซิลที่เปิดช่องให้พรรคเล็กพรรคน้อยเป็นตัวแปรสำคัญ หากมีกระบวนการล็อบบี้เจรจาเกี้ยเซี้ยกันเองได้ ก็อาจแปรพักตร์จาก
พรรคร่วมรัฐบาล เหมือนเช่นที่รุสเซฟฟ์เผชิญอยู่ ซึ่งเธอคุมพรรคร่วมไม่อยู่และกลายเป็นคนนอก จนนำไปสู่การรัฐประหารเงียบด้วยการอิมพีชเมนต์ และตั้งรองประธานาธิบดี มิเชล เทเมอร์ จากพรรคร่วมที่คุยกันได้ง่ายกว่าขึ้นมาแทน
คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการอิมพีชเมนต์ครั้งนี้เป็นเพียงการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น และไม่ช่วยแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เรื้อรังของบราซิลได้ จนกว่าจะมีการปฏิวัติการเมืองแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งก็ยากเช่นกันเพราะคงไม่สามารถคาดหวังจากคนในได้ ส่วนคนนอกที่ไม่สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองบราซิลได้ ก็อาจมีชะตากรรมไม่ต่างจากรุสเซฟฟ์







