
ลุ้นเศรษฐกิจฟื้นหนุนหุ้นไทย
ประสบความสำเร็จสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับงานไทยแลนด์โฟกัส 2016 ที่ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 มีนักลงทุนต่างชาติพาเหรดฟังข้อมูลสูงสุดตั้งแต่ที่เคยจัดงานมา โดย เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยว่า งานนี้มีนักลงทุนสถาบันเข้าฟังราว 200 คน แบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ จำนวน 50-60 บริษัท รวมจำนวนผู้เข้าร่วมงาน 112 คน ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์รวม (AUM) สูงถึง 3.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และนักลงทุนสถาบันในประเทศอีกจำนวน 98 ราย มีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เข้าให้ข้อมูล จำนวน 140 บริษัท และ One-on-One และ Group Presentation รวมทั้งสิ้น 1,255 ครั้ง
ประสบความสำเร็จสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับงานไทยแลนด์โฟกัส 2016 ที่ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 มีนักลงทุนต่างชาติพาเหรดฟังข้อมูลสูงสุดตั้งแต่ที่เคยจัดงานมา โดย เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยว่า งานนี้มีนักลงทุนสถาบันเข้าฟังราว 200 คน แบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ จำนวน 50-60 บริษัท รวมจำนวนผู้เข้าร่วมงาน 112 คน ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์รวม (AUM) สูงถึง 3.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และนักลงทุนสถาบันในประเทศอีกจำนวน 98 ราย มีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เข้าให้ข้อมูล จำนวน 140 บริษัท และ One-on-One และ Group Presentation รวมทั้งสิ้น 1,255 ครั้ง
สาเหตุที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจร่วมงานครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลให้จีดีพีที่เติบโตดีขึ้นไตรมาส 1/2559 ขยายตัว 3.2% ไตรมาส 2/2559 ขยายตัว 3.5% กำไรของ บจ.ไตรมาส 2/2559 ที่ออกมาสูงสุดในรอบ 5 ปี เติบโตประมาณ 11-12% ดังนั้นการปรับตัวของดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปี 2559 ถึงปัจจุบันให้ผลตอบแทนถึง 21% ถือเป็นระดับสูงสุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก โดยการปรับขึ้นของหุ้นไทยดังกล่าวมีปัจจัยพื้นฐานรองรับทั้งการเติบโตของจีดีพี และกำไรสุทธิของ บจ.ที่เติบโต ทำให้นักลงทุนต่างชาติในปีนี้เริ่มกลับมาซื้อสุทธิหลังจากขายสุทธิออกมาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ต้นปี 2559 ถึงปัจจุบันตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนในรูปเงินเหรียญสหรัฐสูง 26% สูงกว่าดัชนี MSCI Asia ex Japan ซึ่งปรับขึ้นเพียง 9% เพราะมีปัจจัยพื้นฐานที่จีดีพี ไตรมาส 2/2559 ที่รายงานออกมาที่ 3.5% สูงกว่าตลาดคาดที่ 3.2% เพราะมีปัจจัยกระตุ้นจากการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐ รวมถึงการท่องเที่ยวที่เติบโตดี และเริ่มมีสัญญาณการบริโภคในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งยังต้องติดตามว่าจะมีความต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งเข้ามาชดเชยการลงทุนเอกชนและการส่งออกที่ตัวเลขยังออกมาไม่ดี ขณะที่บริษัทมีความมั่นใจต่อมุมมองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น จึงปรับประมาณการการเติบโตจีดีพีของไทยในปี 2559 จากเดิมที่ 2.8% เป็น 3.2% จากปัจจัยการลงทุนภาครัฐที่มีความชัดเจนขึ้น
พัชนี ลิ่มอภิชาต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า แม้จะมีความกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้ามาลงทุนในไทย จากศักยภาพของประเทศสะท้อนว่าต่างชาติมีมุมมองบวกกับไทย ทิศทางตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นชัดเจน นอกจากซื้อหุ้นแล้วนักลงทุนต่างชาติยังเพิ่มการถือครองพันธบัตรไทยขึ้นอีกกว่า 1.4 แสนล้านบาท
ขณะที่ปัจจัยที่จะต้องติดตามในปี 2559 การใช้จ่ายและลงทุนของรัฐว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากน้อยอย่างไร รวมถึงสามารถกระตุ้นภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนเพิ่มตามด้วยได้หรือไม่ จากปีนี้ที่ชะลอการลงทุนไป ส่วนมุมมองและประมาณการต่างๆ ตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ฝ่ายวิจัยจะทำออกมาในช่วงสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ ยังประเมินได้ยากว่า ทั้งปีนี้นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิหุ้นไทยถึง 2 แสนล้านบาทหรือไม่ ซึ่งต้องติดตามทิศทางเงินทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด หลังช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชาติเริ่มขายสุทธิในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในงานนี้ยังมีความสนใจมากต้องการค้นหาข้อมูลในหุ้นอุตสาหกรรมที่สามารถลงทุนได้ในระยะยาว
กรณีผลกระทบของทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐหากปรับขึ้นไป 0.25% ในเดือน ก.ย. หรือเดือน ธ.ค. 2559 มองว่าจะไม่มีผลกระทบต่อทิศทางเงินทุนต่างชาติให้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตลาดหุ้นรับรู้ข้อมูลประเด็นนี้ไปแล้ว
ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มย้ายการลงทุนจากตลาดหุ้นประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วมาสู่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากปัจจัยการเมืองในประเทศมีความชัดเจนขึ้น มีการกำหนดกรอบระยะเวลาการเลือกตั้ง และรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับประเด็นเสี่ยงต่อตลาดหุ้นปัจจัยต่างประเทศเป็นหลักโดยเฉพาะการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีนในระยะกลางมีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลจีนดำเนินนโยบายการเงินให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าแรง อาจมีผลให้ค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าตามไปด้วย
“ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงมาช็อกดัชนีภายในปีนี้มีโอกาสไปถึง 1,600 จุดแน่นอน และมีโอกาสยืนเหนือได้สบายๆ ต้องรอดูว่าจะถึง 1,700 จุดได้เมื่อไหร่ เพราะปัจจัยพื้นฐานยังดูดี ปีหน้าผลประกอบการ บจ.ยังเติบโตต่อ รวมถึงการลงทุนทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงเงินทุนต่างชาติที่จะไหลเข้ามาในหุ้นไทยต่อเนื่อง ปี 2560 มีโอกาสที่ต่างชาติจะซื้อสุทธิหุ้นไทยถึง 2 แสนล้านบาท”
นอกจากนี้ กองทุนขนาดใหญ่ต่างประเทศ อาทิ กองทุนเทมเพิลตัน แคปปิตอลรีเสิร์ช ฟิเดลลิตี้ และอาลิยองซ์ เริ่มกลับมาลงทุนในระยะยาวและให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยมากกว่าตลาด (Over Weight) ในช่วงเดือน มี.ค. 2559 และยังต่อเนื่องถึงปี 2560 หลังจากมีความชัดเจนว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ปรับขึ้นนโยบายดอกเบี้ย ประกอบกับปัจจัยการเมืองเริ่มมีความชัดเจนหลังผลประชามติออกมา และมีการกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้ง อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังซื้อขายแบบมีส่วนลดค่อนข้างมากและราคาหุ้นยังต่ำกว่าเมื่อเปรียบตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว อีกทั้งมีความกังวลที่สหราชอาณาจักรถอนตัวจากกลุ่มประเทศอียู (แบร็กซิต) จะกระทบเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วปัจจัยกระตุ้นให้เงินทุนต่างชาติย้ายมาลงทุนในตลาดหุ้นเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้น







