
สวนทางระหว่าง เวียดนามกับเวเนฯ
ชื่อย่อ ว.น.เหมือนกัน แต่สถานการณ์กลับตรงข้ามโดยสิ้นเชิง สาเหตุสำคัญมาจากทิศทางการบริหารเศรษฐกิจที่สวนทางกัน
ชื่อย่อ ว.น.เหมือนกัน แต่สถานการณ์กลับตรงข้ามโดยสิ้นเชิง สาเหตุสำคัญมาจากทิศทางการบริหารเศรษฐกิจที่สวนทางกัน
ว.น.เวียดนามกำลังโลดแล่นถึงขนาดนิตยสาร The Economist คาดว่าจะเป็น “เสือแห่งเอเชีย” ตัวถัดไป ตั้งแต่ปี 1990 เวียดนามมีอัตราเติบโตต่อประชากรสูงเป็นที่ 2 ของโลก รองจากจีน
หลังจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ชัยชนะ ประเทศก็รวมเป็นหนึ่งภายใต้ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบสั่งการจากส่วนกลาง (Central Command Economy) ทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพ เศรษฐกิจมีปัญหามากขึ้น จนถึงขั้นวิกฤตในครึ่งแรกของทศวรรษ 1980 ที่อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 700%
ในปี 1986 จึงเริ่มปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจที่เรียกกันว่า Doi Moi เป้าหมายคือสร้างเศรษฐกิจระบบตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist-Oriented Market Economy) เศรษฐกิจเวียดนามจึงพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ จากประเทศที่จนที่สุดแห่งหนึ่งในโลกด้วยรายได้ต่อหัวเพียง US$100 ภายใน 25 ปี ก็กลายเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (ระดับล่าง) รายได้ต่อหัว US$2,100 ในปี 2015 (ข้อมูลธนาคารโลก) ความเป็นอยู่ของประชาชนก็พลิกฟื้น สัดส่วนของประชากรที่ยากจนข้นแค้น ลดจาก 50% ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เหลือเพียง 3% ในปัจจุบัน ไฟฟ้าเข้าถึงเกือบทุกบ้าน
เวียดนามมีนโยบายเปิดประเทศ เซ็น FTA หลายฉบับ (รวมทั้ง TPP ด้วย) ในขณะที่นักลงทุนถอนตัวจากจีนที่ค่าแรงเริ่มสูง ก็ย้ายมาเวียดนามซึ่งอยู่ใกล้ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่การผลิตในจีนได้ และพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากถึงขนาดไม่บังคับเรื่อง Local Content (ซึ่งอาจจะดีในระยะต้นแต่ไม่ยั่งยืน) การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2015 แม้ปี 2016 ก็ยังสูงขึ้น 105% ในครึ่งปีแรก
แต่ใน ว.น.เวเนซุเอลา นักลงทุนถ้าไม่ถูกไล่ก็หน่ายหนี เพราะนโยบายไม่เป็นมิตรกับการลงทุน แถมประเทศอยู่ในวิกฤตชนิดไม่เห็นวี่แววจะคลี่คลายได้ สาเหตุสำคัญมาจากการปรับระบบเศรษฐกิจเข้าสู่สังคมนิยมมากขึ้นๆ ขณะที่ทั่วโลกปรับออก แม้กระทั่งจีนและเวียดนาม
หลังจากหลุดจากความเป็นอาณานิคมเวเนฯ มีการปกครองโดยทหารบ้าง เลือกตั้งบ้าง จนถึงสมัยที่ ฮูโก ชาเวซ อดีตนายทหารที่ทำการรัฐประหารไม่สำเร็จแต่มาลงเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีในปี 1999 มีการใช้นโยบายประชานิยม ชาตินิยม และสังคมนิยมซึ่งเป็นระบบสั่งการจากส่วนกลางมากขึ้นเรื่อยๆ
บทบาทรัฐขยายตัวทำให้การผลิตและเศรษฐกิจเริ่มด้อยประสิทธิภาพ อีกทั้งเพิ่มโอกาสการแทรกแซงทางการเมืองและคอร์รัปชั่น ซึ่งก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ รัฐควบคุมราคาสินค้าโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทำให้สินค้าที่เป็นปัจจัยสำคัญขาดแคลน เช่น อาหาร ยา และกระดาษชำระ การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนทำให้นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตสินค้าไม่ได้
การ “ทวงคืน” ที่เริ่มจากกิจการพลังงานในปี 1976 และถูกต่อยอดโดยชาเวซด้วยการไล่ต่างชาติออกจากกิจการรับจ้างผลิต ในขณะที่เวียดนามเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ผลคือเวเนฯ ผลิตน้ำมันได้น้อยลงกว่าในอดีตทั้งที่เป็นรายได้หลักของประเทศ มีการ “ทวงคืน” ธุรกิจอื่นๆ เช่น อาหารและกระดาษชำระที่เอกชนไม่ยอมขายต่ำกว่าทุน แต่รัฐทำเองก็ไม่สำเร็จ
เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ รัฐบาลถังแตก เศรษฐกิจยิ่งย่ำแย่ ประชาชนขาดแคลนต้องเข้าคิวยาวเหยียดซื้ออาหารและของใช้จำเป็นทีละหลายชั่วโมง แม้แต่ด้านพลังงานซึ่งควรเป็นจุดแข็งของประเทศ ก็มีปัญหาไฟฟ้าขาด น้ำมันขาดอยู่เนืองๆ
อาชญากรรมสูงมาก อัตราเงินเฟ้อสูงมากคาดกันว่า 700% ในปัจจุบัน หลังจากการประท้วงที่ประชาชนพ่ายแพ้ ตายกว่า 40 คน เมื่อปลายปีที่แล้วมีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติที่ฝ่ายค้านชนะถล่มทลาย แต่ทำอะไรไม่ได้ ศาลถูกแทรกแซงให้คว่ำผลการเลือกตั้ง รัฐจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและสามารถสั่งจับฝ่ายค้านเข้าคุกกันง่ายๆ
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจแย่ลงไปเรื่อยๆ เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ มาตรการที่โดดเด่นมาก คือ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร รัฐบาลบังคับให้ประชาชนไปทำงานในภาคเกษตรอย่างน้อย 60 วัน!! โดยให้นายจ้างปัจจุบันจ่ายเงินเดือน
อีกมาตรการที่น่าสนใจ คือ การให้รัฐมนตรีกลาโหมมีอำนาจพิเศษในการแก้ปัญหาอาหารขาดแคลน เพราะเชื่อว่าเกิดจากการกลั่นแกล้งของสหรัฐและฝ่ายค้าน จึงไม่คิดจะแก้ปัญหาในเชิงเศรษฐศาสตร์
ว.น.เวเนซุเอลาเป็นประชาธิปไตยเพราะมีการเลือกตั้งระดับหนึ่ง แต่ฝ่ายบริหารใช้อำนาจแบบเผด็จการ และนำประเทศเข้าสู่สังคมนิยมแบบสุดโต่ง จนเศรษฐกิจตกอยู่ในวิกฤต ว.น.เวียดนามไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะไม่มีการเลือกตั้งที่เสรีไม่มีฝ่ายค้าน แต่ผู้นำเวียดนามพาประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจระบบตลาดทำให้เกิดความเจริญและสงบสุขระดับหนึ่ง แม้จะยังต้องเปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งเพื่อให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ชาวเวเนฯ ต้องรอดูว่าทหารจะเดินเกมอย่างไร ภารกิจแก้ปัญหาความขาดแคลนนั้นถ้าหันเข้าสู่สังคมนิยมมากขึ้นๆ ก็จะเสมือนลิงติดแห ทำให้ปัญหาหนักหน่วงเข้าไปอีก แต่ถ้ามีประชามติที่นำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นชัยชนะของฝ่ายค้าน ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้ง่ายแม้จะไปถูกทาง เพราะประชาชนเคยตัวกับประชานิยม คงต้องอาศัยการสนับสนุนจากทหารอีกเช่นกัน!
# ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด
ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด







