
"บิ๊กตู่"ยันโผทหารไม่เกี่ยว"ป๋าเปรม"ปัด"สมคิด-ฉัตรชัย"ขัดแย้ง
นายกฯย้ำยังไม่คิดปรับครม.เพิ่มรมช.ยันรมต.ทุกคนยังตั้งใจทำงานไม่มีขัดแย้ง"สมคิด- พล.อ.ฉัตรชัย" ป้อง"ป๋าเปรม"ไม่เกี่ยวโผทหาร พ้อสื่อไม่เล่นข่าวลุยจับทัวร์ศูนย์เหรียญ
นายกฯย้ำยังไม่คิดปรับครม.เพิ่มรมช.ยันรมต.ทุกคนยังตั้งใจทำงานไม่มีขัดแย้ง"สมคิด- พล.อ.ฉัตรชัย" ป้อง"ป๋าเปรม"ไม่เกี่ยวโผทหาร พ้อสื่อไม่เล่นข่าวลุยจับทัวร์ศูนย์เหรียญ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 ส.ค. ที่บริเวณท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีบรรจุเข้าประจำการเครื่องบินลำเลียง แบบ 18 (Sukhoi Superjet 100LR) หรือ ซูคอย ซุปเปอร์เจ็ต ว่า วัตถุประสงค์หลักของเครื่องบินลำเลียงดังกล่าวเป็นเครื่องบินเอนกประสงค์ ไม่ใช่เครื่องบินรบ แต่สนับสนุนการรบด้านการบรรเทาภัยพิบัติ ขนส่ง พยาบาล ฯลฯ หากไม่มีเหตุการณ์สำคัญสามารถใช้รับ-ส่งบุคคลสำคัญได้ด้วย โดยเครื่องบินมีความน่าเชื่อถือ เรียบร้อย แข็งแรง และผ่านมาตรฐานที่เรากำหนด นโยบายแต่ละกองทัพนั้นมีอยู่แล้ว หากเราไม่จัดหาวันนี้ ในวันหน้าจะแพงขึ้น ถ้าไม่จัดซื้อจะมีเครื่องบินไม่เพียงพอในการขนส่ง อย่าไปเน้นบุคคลสำคัญ หรืองานของกลาโหมอย่างเดียว แต่เป็นการทำเพื่อประชาชน อีกทั้งเวลาเพื่อนบ้านเกิดปัญหาสามารถมีเครื่องบินไปช่วยได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่นักบินก็ได้รับการฝึกทั้งในประเทศและต่างประเทศตามกฎของการเดินอากาศด้วย
นายกฯ กล่าวต่อว่า การจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ มี 3 ระดับ โดยในระยะยาวต้องดูและวางแผนอุปกรณ์ใดขาด เก่า ชำรุด และทุกปีงบซ่อมบำรุงสูงขึ้น จึงขอให้เข้าใจกองทัพด้วย อีกสิ่งหนึ่งเมื่อเราจัดซื้อจัดหามาแล้วต้องมีแผนงานที่จะพูดคุยเรื่องต่างตอบแทน เป็นสิ่งที่เราต้องทำอย่างชัดเจน โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตนคุยเปิดเผยมาตลอดไม่มีใต้โต๊ะ นอกจากนี้ทุกกระทรวงต้องมีแผนงานจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีคุณภาพแบบกองทัพด้วย เพื่อประหยัดงบประมาณ และต้องมีการตั้งคณะกรรมการอย่างชัดเจน โดยตนได้สั่ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และทุกกระทรวงหารือกัน ในการศึกษาแนวทางการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และต่อไปจะต้องทำให้สอดคล้องกับแผนการปฎิรูป แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งงบประมาณต่อไปต้องทำแบบนี้ แต่ไม่รู้จะทำได้หรือไม่ รัฐบาลต่อไปจะทำหรือไม่ตนไม่รู้
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมในอัตราจอมพล เพื่อรองรับบุคคลมาดำรงตำแหน่งในอัตราดังกล่าว โดยแต่งตั้งพล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบกเป็นตำแหน่งซับน้ำตาหลังพลาดผู้บัญชาการทหารบก ว่า ไม่มี มีเพียงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา ซึ่งมันไม่มี แต่เดิมเคยมี แต่ถูกปรับลดไป ซึ่งความจริงไม่ควรถูกปรับลด แต่ด้วยวิธีต่างๆที่ผ่านมา ในทุกๆปี เราจะต้องให้คนที่เขาทำงาน อย่าไปคิดว่าเป็นการตอบแทนให้คิดว่าเขาทำงานมาทั้งชีวิต แล้วประสบความสำเร็จทั้งหมด แต่ตำแหน่งมีจำกัด แต่ขอให้คิดว่าเขาทำงานเพื่อประเทศชาติ ก็ต้องให้เขามีความสุขในบั้นปลายชีวิต รวมถึงครอบครัวได้ภูมิใจ ทำไมสื่อไม่คิดแบบนั้น ตนขอถามว่า ถ้าคนห่วยๆ จะเป็นได้หรือเปล่า ก็เป็นไม่ได้ ทุกคนต้องเข้าใจว่ามันไม่ได้มากมายอะไร ส่วนข้างบนเขาก็ทำงานจริงๆ ข้างล่างลงมาก็มีตำแหน่งจำกัด ส่วนที่เกินมาก็ตั้งคนมาช่วยเป็นคณะทำงาน เพราะกองบกมีถึง 6 สาย ไม่ว่าจะกำลังพล การข่าว ยุทธการ การศึกษา กำลังบำรุง เขามีกลุ่มงานของเขา มีคณะกรรมการต่างๆ คนเหล่านี้จะมาช่วยกันทำงานทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผู้บัญชาการทหารบกอย่างเดียว ต้องมีการมอบนโยบายลงไปให้ 5 เสือไปพิจารณาทั้งหมด รวมถึงให้คณะทำงานไปทำงานในแต่ละสายงาน ถึงจะสรุปข้อมูลทั้งหมดมาให้ผบ.ทบ. โดยผ่านกระบวนการของ 5 เสือ
"กองทัพมีการทำงานแบบนี้ทุกเหล่าทัพ ผมยืนยันว่าการแต่งตั้งทั้งหมดมีการประชุมกัน ซึ่งผมจะแต่งตั้งใครก็ต้องมีการประชุม 5 เสือ จากนั้นก็เสนอให้ที่ประชุมกลาโหม หากจะตั้งนายทหารพันเอกพิเศษ ผบ.ทบ.เป็นคนตัดสินใจ แต่ผมต้องประชุม 5 เสืออีก โดยเอาคำสั่งการปรับย้าย ที่ทุกกองทัพและหน่วยงานเสนอเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมว่า คนในตำแหน่งดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เพราะเราก็รู้ดีว่าใครดีไม่ดีอย่างไร แต่ถ้าเขาโอเคอยู่แล้ว ผมก็ไม่แตะต้อง แทบจะส่วนน้อยมากที่ผมไปยุ่ง ส่วนการปรับย้ายครั้งนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีการบีบบังคับใครทั้งสิ้น ยืนยันว่าก่อนจะมีการออกคำสั่งได้มีการประชุมเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนวิเคราะห์กันมาว่าจะอยู่ข้างใคร รวมถึงการไปเข้าบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มันเป็นคนละเรื่องกัน จะเอามาโยงกันได้อย่างไร ผมก็ตั้งของผมเองกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม รวมกับการพิจารณาของผบ.เหล่าทัพเท่านั้น ทุกอย่างกลั่นกรองมาแล้ว ไม่มีใครเกี่ยวข้องทั้งสิ้นผมขอยืนยัน ผมบอกแล้วไง ไม่มีใครมาสั่งผม เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง และผมเป็นผู้นำเสนอและพิจารณา ขั้นสุดท้ายก่อนจะลงนามกราบบังคมทูล เราทำงานกันแบบนี้ อย่าไปคิดว่าจะต้องตั้งคนโน้น คนนี้ ข้างของคนนู้น คนนี้ มันต้องคนเดียว ยิ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะจะเกิดความไม่เป็นธรรมในกองทัพสุดท้ายแตกแยก แต่ทหารไม่มีเรื่องเหล่านี้ ไม่มีแน่นอน คนส่วนใหญ่เขายอมรับ ส่วนคนผิดหวังก็เป็นคนส่วนน้อย เป็นคนธรรมดาเขาทำอะไรไม่ได้ เพราะตัวเองไม่ทำให้เขายอมรับ การทำงานต้องไต่เต้ามาตั้งแต่เล็กจนโต และระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาด พอถึงเเวลาที่เหมาะสมก็เอาเรื่องเหล่านี้มาพิจารณา ทั้งหน้าบ้าน หลังบ้านพิจารณาหมด ไม่ใช่จะพิจารณาส่งเดช รักผม หรือไม่รักผม มันไม่ใช่ เพราะถึงไม่รักผม ผมก็รักเขา นึกถึงเขาสิ เพราะฉะนั้นอย่าเอาพล.อ.เปรม มาเกี่ยว ต้องให้เกียรติท่าน อย่าเอาท่านมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือของกองทัพ และท่านเองก็บอกว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งสิ้น แต่สื่อก็เขียนอยู่ได้ เอาท่านมาเกี่ยวทำไม เอามาเกี่ยวให้ทะเลาะเบาะแว้ง ผมยืนยันว่าผู้ใหญ่ทุกคนไม่มีอะไรซึ่งกันและกัน ฉะนั้นอย่าไปเขียนให้ปัญหามันมากขึ้น เพราะปัญหามันเยอะอยู่แล้ว ขอให้ผมได้ทำงานแก้ปัญหา เดินตามอนาคต วันนี้ถามว่าผมทำเพื่อพวกพ้องหรือ" นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ยังมีการคาดเดาในขณะนี้ ว่า การแต่งตั้งรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยเป็นเรื่องของตน ไม่ใช่เรื่องของใครทั้งสิ้น ใครอยากเสนออะไรก็เสนอมาถ้าอยากเสนอ ส่วนตนจะให้หรือไม่ให้เป็นเรื่องของตน เพราะตนคือผู้รับผิดชอบ
"ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นหัวหน้าคสช. อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ผม แต่ไม่ใช่จะบ้าอำนาจอะไร เพียงแต่ผมจะต้องเป็นคนตัดสินใจเอง จะทำอะไร จะได้หรือไม่ได้ แต่ทั้งหมดจะต้องมีการหารือร่วมกันมา ไม่ใช่ผมตอบเมื่อวานนี้ว่า เกษียณแล้วก็คือเกษียณ สื่อก็ไปเขียนว่า ผมไล่กลับบ้านไปเลี้ยงหลาน ก็สื่อถามผม ผมก็พูดว่าให้กลับบ้านไปเลี้ยงหลานไปก่อน วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังไม่รู้ แล้วไม่ใช่พอพูดแบบนี้แล้วไปเขียนอีกว่านายกฯ กลับคำว่าวันข้างหน้าจะให้กลับมา จะเข้าหรือไม่เข้า จะไปหรือไม่ไป ยังไม่มีใครรู้อนาคต อย่าไปทำนายล่วงหน้า เรื่องแบบนี้ทำนายกันได้อย่างไร ไปพูดว่า จะต้องตอบแทนทหารทำไม คนเขาไม่ชอบทหารกันอยู่ สื่อยิ่งพูดเขาก็ยิ่งไม่ชอบไปใหญ่ ยืนยันว่าทุกคนต่างก็ทำงานเต็มที่ ไปดูได้ทุก ๆ กระทรวง ไม่ว่ารัฐมนตรีจะมาจากพลเรือน หรือทหาร เขาทำงานกันอย่างเต็มที่ หลายกระทรวงมีการบริหารที่ผิดเพี้ยน ผมจึงต้องเอาทหารเข้าไปเพื่อจัดระเบียบสร้างความเข้มแข็ง สร้างกระบวนการทำงานใหม่ ความจริงข้าราชการทุกคนอยากทำงานทั้งสิ้น วันนี้เขาก็บอกแล้วว่าดีใจที่ได้ทำงาน ในหน้าที่และความสามารถที่มีอย่างแท้จริง โดยไม่มีอำนาจอื่นมาทับซ้อน ผมสั่งแต่ภารกิจไม่ได้สั่งให้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับผม หรือรัฐบาล นี่คือความแตกต่างของรัฐบาลทหารที่ร่วมกับพลเรือนในเวลานี้ ขอร้องว่าอย่าทำให้เกิดความสับสนในทุก ๆ เรื่อง มันพันกันไปหมด ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ แล้วไม่ต้องไปเชียร์คนนี้ แล้วต่อว่าคนนั้น สามคนดี ที่เหลือไม่ดี ผมไม่สนใจ ผมไม่ได้ทำงานตามกองเชียร์ของท่าน แล้วไอ้คนที่ถูกเชียร์ก็อาจจะผิดพลาดอีก สังคมก็จับตากลายเป็นเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวก ยืนยันว่าไม่มีการแบ่งพวก พอผมจะปรับก็หาว่าปัดความรับผิดชอบ ไปโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ยืนยันว่าไม่มี ผมอยู่ตรงนี้ เป็นคนพิจารณาเองว่าควรจะแบ่งเบาอย่างไร แยกแยะตรงไหน ได้ปรึกษาหารือกันก็ไม่เห็นมีใครขัดข้อง ผมถึงได้สั่ง ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ผมไม่ได้ถามอะไรใคร แล้วสั่งบ้า ๆ"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระแสข่าวความขัดแย้งกันระหว่างพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่มีใคร ไม่ต้องมาเอ่ยชื่อใครทั้งนั้น ผมไม่สนใจ ไม่ต้องมาเอ่ยชื่อ ไม่ตอบ จะชื่อใครก็ไม่ตอบ ผมยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนยังอยู่ที่เดิมทั้งหมด ยังไม่มีการตั้งรัฐมนตรีช่วย จบไม่เหตุผลทั้งสิ้น ทุกอย่างเป็นเรื่องของผม"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไปดูว่างานมีมากขนาดไหน ไปเอาสิ่งที่สำเร็จออกมาพูดบ้าง ถ้าเอาแต่สิ่งที่ไม่สำเร็จ สิ่งที่ขัดแย้งมาพูดมันก็อยู่อย่างนี้ แล้วก็มากล่าวหาตนว่ามันไม่ปรองดอง ทุกคนหาว่าตนไม่ปรองดองอะไรเลย แล้วมันจะปรองดองได้อย่างไรในเมื่อทุกคนยังปลุกเร้าอยู่แบบนี้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากตน ที่ผ่านมาตนพยายามทำอย่างเต็มที่ เรื่องกฎหมายก็เสนอเข้ามาซิ เป็นเรื่องของการปรองดองก่อนเพื่อน หลายคนก็ต้องปรับปรุงตัวเอง เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้ง เสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์เพื่อประชาชน จะได้มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตนทำในวันนี้ อย่ามาตำหนิอย่างเดียว ถ้ากลุ่มคนอีกฝ่ายระบุว่าตนไม่แก้ปัญหาก็ถามกลับไปด้วยว่า ที่ผ่านมากลุ่มคนเหล่านั้นแก้ปัญหาอย่างไร ที่ผ่านมาได้แก้อย่างที่ตนแก้หรือไม่ ต้องยอมรับว่าปัญหาที่ผ่านไม่หนักเท่านี้ กี่ปีมาแล้ว และมาหนักขึ้นในสมัยที่ตนเข้ามา ซึ่งตนก็ต้องมาแกะ มาแก้ ในทุก ๆ เรื่อง ขอให้เข้าใจด้วย อย่ามาติติงกันทุกเรื่อง ถามว่าปัญหาเกิดตั้งแต่เมื่อไร โครงสร้างผิดเพี้ยนกันมานานแค่ไหน พอปรับแก้ก็หาว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ ก็ไม่รู้จะเอาอย่างไรกัน รัฐบาลพยายามสร้างความเข้มแข็งให้กับคนทุกระดับโดยต้องไม่ผิดกฎหมาย และการใช้งบประมาณ ไม่มีใครเคยทำแบบนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายอย่างที่ตนทำอยู่ในขณะนี้ ขอให้แยกแยะดูว่าการที่ตนทำหลาย ๆ เรื่องแบบนี้มันอาจจะมีข้อขัดแย้งอยู่บ้าง โดยเฉพาะนักการเมืองตนก็ไม่ได้ไปทะเลาะกับท่าน เพียงแต่ตนขอร้องให้กลับเข้าสู่สิ่งที่ตนพูด มันจะผิดจะถูกก็มาคุยกัน ตนไม่เคยมาละลาบละล้วง เพราะอย่างไรท่านก็ต้องบริหารประเทศต่อไปในวันหน้า อย่ามาทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง รัฐธรรมนูญ กฎหมาย แล้วอย่างอื่นไม่สนใจกันเลย สนใจแต่เรื่องเหล่านี้ ซึ่งมันไร้สาระในตอนนี้ ถึงเวลาจะไปตีอะไรก็ไปว่ากันตรงโน้น ตนไม่อยากให้มันเกิดขึ้นทั้งนั้น วันนี้ยังขนาดนี้แล้ววันหน้ามันจะเชื่อมั่นได้ไหม ประชาชนจะเชื่อมั่นได้ไหม การเลือกตั้งก็ต้องจัด ถ้าจัดไม่ได้จะทำอย่างไร คิดแบบตนคิดสิ เข้าใจไหม ไม่ใช่มองแต่ตนจะอยู่ต่อ ต้องการให้มีปัญหา ต้องการโน่นนั่น ตนไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยตั้งแต่ก่อนเข้ามา ตนก็ไม่คิดจะเข้ามาอีก ทหารทุกคนก็ไม่อยากเข้ามา เพราเข้ามาก็ต้องโดนแบบตนโดน นักการเมืองใหม่ก็ไม่อยากเข้ามา สิ่งที่เขาตั้งใจทำก็เข้าใจกันผิดไป ก็ต้องรับให้ได้ ตอนแรกตนก็รับไม่ได้ ตอนนี้ตนก็เริ่มรับได้แล้ว ตนก็ต้องทนเพื่อประโยชน์ของประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ตนก็ต้องทนให้ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ว่า ตอนนี้รู้หรือไม่ เขาจับไปเท่าไรแล้ว ไม่เห็นมีข่าวลงเลย โดยตนได้ตามเรื่องนี้มา เป็นปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญมีมากี่ปีแล้ว รัฐบาลไหนเป็นคนไม่สนใจ ซึ่งตนต้องมารื้อทุกเรื่อง ทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินี การกระทำสิ่งผิดกฎหมาย จัดระเบียบบ้านเมือง เกิดมาตั้งแต่ตอนไหน แล้วทุกคนก็มาเร่งตน วันนี้กำลังทำโครงสร้างที่บิดเบือนให้กลับเข้ามาในระเบียบด้วยกฎหมาย และมาแก้ด้วยรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ขณะที่คนไทยต้องพัฒนาตัวเอง ค้าขายต้องโปร่งใส ไม่ใช่ให้ไปจับคนนั้นคนนี้แต่ไม่ปรับปรุงตัวเอง แล้วมาบอกว่าตนไปรังแก มันยังไงกัน ประเทศไทยเป็นอย่างนี้หรือ ถ้าคิดแบบนี้ใครก็เป็นได้นายกฯ ไม่ต้องไปหาคนนอกคนใน หาใครสักคนตรงนี้ ไม่ต้องคิดมากอยากทำอะไรก็ทำ ไม่มีหลักการ ไม่มีเหตุผล ไม่มีกฎหมายทั้งสิ้น แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ปัญหารถติดในกทม.ต้องสร้างถนนเพิ่ม หรือห้ามใช้รถมันก็ไม่ได้ ทุกอย่างต้องคิดเป็นระบบ
"วันนี้เหมาด่าทุกคนไปหมด ว่าเจ้าหน้าที่ ตำรวจ คสช. ผมกำลังทำให้ท่านนะ ไม่ได้ทวงบุญคุณอะไรเลย จำคำผมไว้แล้ววันหน้าจะรู้สึกมันเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันไม่ทำกัน"นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้เป็นอะไรจึงเสียงดัง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นอะไรแข็งแรงดี ที่พูดเยอะเพราะต้องการบริหารสมอง พูดทุกวันก็เพราะต้องการบริหารสมอง
ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ ตำหนิสื่อมวลชนว่า การปรามปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ไม่เคยมีการเสนอข่าวเลย ไม่มีบนหน้าหนังสือพิมพ์ อยากเห็นข่าวแบบนี้ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ วันนี้สนใจแต่ข่าวนายกฯคนนอก เขียนทุกวันตนเบื่อหน้าตัวเองในหนังสือพิมพ์แล้ว ไม่มีแก่นสารของประเทศ มีแต่กระพี้เปลือกนอก
นายกฯ กล่าวว่า อย่าไปว่าเจ้าหน้าที่ วันนี้เขากำลังทำใหม่ทั้งหมด หากทุกรัฐบาลเอาจริงเอาจังบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม โดยไม่มีผลโยชน์ทับซ้อน และแข่งขันอย่างเสรี ตามกฎหมาย ซึ่งผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ ต้องปรับปรุงตนเองแข่งขันไม่ใช่เสนอผลประโยชน์ให้ใคร ทำให้เกิดคอรัปชั่นไม่โปร่งใส
"อดีตมันผ่านมาแล้วแก้ไขไม่ได้ วันนี้ทำใหม่ ก็จะกลับเป็นปกติ เจ้าหน้าที่เขาก็ทำงานได้ ขอบคุณพล.อ.ธนะศักดิ์ ธนะศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอีกหลายหน่วยงานที่ร่วมจับกุมมาหลายครั้งแต่ข่าวน้อยมาก นี่คือการที่ทำให้ประชาชนไม่รู้ว่ารัฐบาล มีผลงานอะไร ปัญหาอยู่ที่ไหน เพราะสื่อ สังคม ไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาและวิธีการอย่างลึกซึ้ง สนใจเสนอแต่ตามกระแสสังคม เสนอให้คนที่กำลังอยู่ในกระบวนการยุาติธรรม พูดโต้แย้งบิดเบือนซึ่งเหมือนกับอยู่ในศาล มันไม่ใช่ ดังนั้นทุกสื่อต้องช่วยปรับกระแสสังคมให้สงบ ให้โอกาสรัฐบาลนี้ทำงานหากยังขัดแย้งเรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องที่อยู่ในกระบวนการ เรื่องอนาคต ฝ่ายกฎหมายก็ทำงานไม่ได้มันก็ยุ่งเหยิงแบบนี้ แล้วจะไปประชาธิปไตยได้อย่างไร" นายกฯ กล่าว







