ความหวังกรุงเทพฯ "อีก16ปีเชื่อมระบบรถ-ราง-เรือ"
การขนส่งทางน้ำสามารถยกระดับบริการให้ประชาชนได้อีกมาก รัฐบาลจึงควรพัฒนาคมนาคมทางน้ำรองรับคนเดินทางเข้าเมือง
โดย..นิติพันธุ์ สุขอรุณ
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงศิวิไลซฺกำลังขยายตัวเจริญเติบโตทางประชากรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการระดมความคิดเพื่อวางแผนออกแบบผังเมืองรองรับในอีก 16 ปีข้างหน้าซึ่งจะครบรอบ 250 ปีของการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในพ.ศ.2575 บนพื้นฐานการคมนาคม รถ ราง เรือ เชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นระบบ
ทางสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย ร่วมกับศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (ยูดีดีซี) และ สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา จัดเสวนาเรื่อง “บทบาทสถาปนิกผังเมืองต่อการพัฒนา” เพื่อกำหนดทิศทางการออกแบบเมืองแก่หน่วยงานรัฐในอนาคต
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรมร่วมสมัย) เปิดเผยว่า อยากเสนอให้อนุรักษ์ชุมชนบนน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระที่เหลือแห่งสุดท้าย เนื่องจากมีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งสามารถทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้ ไม่อยากให้นำแนวคิดทางเดินริมแม่น้ำกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มาใช้ในประเทศไทย เพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ส่วนตัวไม่อยากให้การออกแบบใดๆใช้รูปแบบจากต่างประเทศทั้งหมด
ภาวิณี เอี่ยมตระกูล ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายส่งเสริมวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แนวคิดการเชื่อมเมืองคือการเรียนรู้จากอดีตที่ผู้คนดำรงชีวิตอยู่กับสายน้ำ ดังนั้นการวางผังเมืองต้องทำให้ระบบคมนาคมเชื่อมโยงถึงกัน เช่น การเดินทางในลำคลองด้วยเรือ เชื่อมกับระบบราง และรถโดยสารสาธารณะ
ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าคลองที่มีศักยภาพสูงสุดในการพัฒนา คือ คลองลาดพร้าว เหมาะสำหรับเดินทางด้วยเรือ ที่สำคัญใช้งบประมาณน้อย หากทำให้เชื่อมต่อเข้ากับระบบรถไฟฟ้าก็จะส่งเสริมประสิทธิภาพคมนาคมในเมืองเป็นอย่างดี
ฉันทฤทธิ์ วิโรจน์ศิริ ผู้แทนชมรมจักรยานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การใช้จักรยานมีความลำบาก เนื่องจากติดขัดด้านสภาพแวดล้อม เช่น ฝนตก หรือระยะทางไกลมากก็จะปั่นไม่ไหว แต่จักรยานคือทางเลือกที่ประหยัดที่สุด ทว่าเดินทางได้ช้า ดังนั้นต้องออกแบบเส้นทางถนนให้รองรับจักรยานที่ไม่กระทบรถโดยสารประจำทางด้วย
ด้าน ปริญญา รักวาทิน นายกสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา ฉายภาพการเดินทางของคนที่อาศัยในพื้นที่ปริมณฑล ว่า การขนส่งทางน้ำสามารถยกระดับบริการให้ประชาชนได้อีกมาก เพราะทุกวันนี้กลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในย่านปทุมธานี สมุทปราการ และนนทบุรี ต้องเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองทุกวัน รัฐบาลจึงควรพัฒนาคมนาคมทางน้ำรองรับคนเดินทางเข้าเมืองให้มากกว่านี้
ด้าน ยศพล บุญสม ผู้ก่อตั้งกลุ่มเฟรนด์ ออฟ เดอะริเวอร์ กล่าวว่า การออกแบบพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าใครคือเจ้าของแม่น้ำ และใครเป็นคนตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลง เป็นของนายกรัฐมนตรี หรือของสถาปนิก หรือเป็นของประชาชนทุกคน ดังนั้นการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องผ่านการพูดคุยร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ที่สำคัญต้องโปร่งใส
“สิ่งที่คัดค้านคือ นโยบายของรัฐบาลยังไม่มีการกำหนดความสำคัญว่าสร้างเพื่ออะไร ส่วนการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ยังไม่เปิดทางเลือกให้ประชาชนตัดสินใจว่าไม่เอาทางริมเจ้าพระ แต่มีทางเลือกเดียวว่ารัฐบาลจะต้องสร้างเท่านั้น แบบนี้ไม่ถือว่าเปิดโอาสให้ประชาชนได้แสดงความต้องการ” ยศพล กล่าว
สำหรับข้อเสนอของทางภาคประชาชน เรียกร้องให้หยุดแผนงานทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง กลับมาสอบถามประชาชนว่าต้องการอะไร และจะทำอย่างไรกับแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะแม่น้ำมีจิตวิญญาณ ประชาชนจึงควรมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาเพื่อรูปแบบที่ยั่งยืน
วิชัย ตันตราธิวุฒิ นายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย กล่าวว่า โครงการพัฒนาริมเจ้าพระยา ถือเป็นการวางผังเมืองที่ใช้งบประมาณมหาศาล ทั้งยังมีผลต่อบ้านเมืองอย่างมาก การระดมความเห็นสรุปออกมาว่าทางสมาคมอยากเห็นโครงการที่ดีต่อบ้านเมือง
วัชระ จงสุวัฒน์ ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า โครงการพัฒนาริมเจ้าพระยา ออกแบบอยู่บนพื้นบนของจรรยาบรรณในการทำงาน ฉะนั้นทุกขั้นตอนคำนึงถึงความถูกต้องเสมอ อยากให้คนที่ไม่เห็นด้วยเข้ามาขอข้อมูล แต่อย่าไปบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหลอกประชาชน


