posttoday
แก้แบงก์รัฐไม่สะเด็ดน้ำ รัฐยิ่งเปลืองงบฟื้นฟู

แก้แบงก์รัฐไม่สะเด็ดน้ำ รัฐยิ่งเปลืองงบฟื้นฟู

30 สิงหาคม 2559

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

กรณีที่เกิดขึ้นกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) ที่ถูก วัชระ เพชรทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้คณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ที่เหลืออยู่พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หลังจากที่ สาลินี วังตาล ประธานกรรมการ ได้ลาออกจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ส.ค.

เป็นภาพที่ขัดกับผลงานช่วงปีเศษที่ผ่านมาของคณะกรรมการชุดนี้ ที่สามารถลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ที่เคยมีสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท หรือ 35% ของสินเชื่อรวมลงมาเหลือ 19,758 ล้านบาท หรือ 22.24% ของสินเชื่อรวมเมื่อเดือน ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ 7 เดือนที่ผ่านมาภายใต้การบริหารของคณะกรรมการชุดนี้ ยังสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยได้รวม 18,914 ล้านบาท จำนวน 6,242 ราย เฉลี่ยกู้ต่อราย 3 ล้านบาท โดยมียอดสินเชื่อคงค้าง 88,858 ล้านบาท ทั้งยังทำกำไร7 เดือนแรกได้รวม 1,259 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในระหว่าง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา คณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ชุดนี้ก็ถูกร้องเรียนหรือตั้งข้อสังเกตในการปล่อยกู้หลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่การทำหนังสือถึง รมว.คลัง ให้ตรวจสอบ
ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารที่อนุมัติสินเชื่อให้ธุรกิจร้านอาหารแห่งหนึ่ง ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีลูกชายของผู้บริหารธนาคารเป็นหุ้นส่วนอยู่ แต่ต่อมาร้านอาหารดังกล่าวได้ปิดบัญชีเงินกู้ไป

ต่อมามีกรณีเอสเอ็มอีแบงก์อนุมัติสินเชื่อรีไฟแนนซ์โรงสีข้าวแห่งหนึ่งวงเงิน 125 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2557 ทั้งที่ผู้ประกอบการโรงสีข้าวดังกล่าวเป็นลูกหนี้ที่มีปัญหามาจากแบงก์อื่น ที่สำคัญลูกหนี้รายดังกล่าวไม่ชำระสินเชื่ออีกเลย กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ของแบงก์ไป และเป็นเหตุให้อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้คณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ลาออกทั้งคณะ ฐานเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อเจ้าปัญหารายนี้

ทั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้รับอำนาจเข้ากำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งรวมถึงเอสเอ็มอีแบงก์ด้วย ได้ทำหนังสือให้เอสเอ็มอีแบงก์สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้รายนี้ และส่งผลรายงานการสอบสวนให้ ธปท.ทราบภายใน 60 วัน

ซึ่งคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ที่เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้น เมื่อเดือน เม.ย. 2558 จนเป็นเหตุให้อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กดดันให้คณะกรรมการลาออกทั้งชุดในขณะนี้

หรือแม้กระทั่งการถูกตั้งคำถามการขายลูกหนี้รายหนึ่งว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้แก่ใครหรือไม่ เพราะลูกหนี้รายนี้มียอดหนี้ประมาณ 100 ล้านบาท และยังมีที่ดิน โรงงาน และเครื่องจักรเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ในราคาประเมิน 93 ล้านบาท แต่กลับขายหนี้รายนี้ออกไปในราคาเพียง 10 ล้านบาท

ขณะที่ในด้านการปล่อยสินเชื่อนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากการที่รัฐบาลมีนโยบายให้ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือโพลีซีโลนวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 6 เดือนแรกของปีนี้สามารถปล่อยกู้แล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แสดงความกังวลว่าหากปีต่อไปเอสเอ็มอี แบงก์ไม่มีโชคช่วยเหมือนปีนี้ บริหารงานอาจจะมีปัญหาขึ้นได้อีก 

ทั้งนี้ หลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าบริหารประเทศ ก็มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ขึ้น เพื่อกำกับดูแลและดำเนินการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั้งระบบและแก้ปัญหาการขาดทุนของ 7 รัฐวิสาหกิจอย่างเร่งด่วน มีเอสเอ็มอีแบงก์ เป็นหนึ่งในนั้นด้วย และ พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ตั้งคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ชุดที่บริหารงานในปัจจุบันขึ้น ซึ่งหากคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ชุดนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้ว ก็จะช่วยลดความสูญเสียของรัฐได้ รวมทั้งช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถผ่านพ้นวิกฤตช่วงนี้ได้

แต่เมื่อผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและผลออกมาอย่างที่เห็นอยู่ ก็แสดงให้เห็นว่าเกิดปัญหาขึ้นกับระบบคัดกรองบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ รวมทั้งระบบการตรวจสอบการทำงานและประเมินผลงานการแก้ปัญหาของรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลโดยเฉพาะ คนร. กระทรวงการคลัง และ ธปท.ที่กำลังได้รับอำนาจในการเข้ากำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่จะต้องหันมาทบทวนและปรับปรุงการตรวจสอบแบงก์รัฐให้เข้มข้นกว่าเดิม

โดยอาจจะต้องใช้ข้อมูลการตรวจสอบเชิงลึกของ ธปท. ที่เจ้าหน้าที่กำลังเข้าไปตรวจสอบกระบวนการปล่อยสินเชื่อของเอสเอ็มอีแบงก์ว่ามีกระบวนการปล่อยกู้ที่เป็นมาตรฐานที่ดี ตั้งแต่ขั้นตอนการให้กู้ที่ต้องดูความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และการปฏิบัติตามขั้นตอนการพิจารณาให้กู้ที่ไว้ในระเบียบของธนาคารหรือไม่ อย่างไร

นอกจากนี้ การเร่งให้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ... ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีแบงก์และแบงก์รัฐทุกแห่งมีการดำเนินงานที่โปร่งใส กำกับดูแลให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะในกฎหมายได้สร้างกลไกในการป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง เช่น การสร้างความโปร่งใสของระบบข้อมูลรัฐวิสาหกิจ ด้วยการให้เปิดเผยข้อมูลเหมือนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีระบบแยกการสรรหากรรมการออกจากการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ได้คนดีและคนเก่งมาทำงานเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีสินทรัพย์สูงถึง 7.8 ล้านล้านบาท มีวงเงินให้สินเชื่อรวม 5.9 ล้านล้านบาท สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เติมเต็มช่องว่างของประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เป็นภาระงบประมาณภาษีของประชาชนเหมือนที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท