
หอการค้าขอธปท.ถกค่าบาท
หวั่นแข็งค่าจนกระทบส่งออกปีนี้
ภาคเอกชนเล็งหารือ ธปท. หามาตรการดูแลค่าเงินบาท หลังทะยานแข็งค่าขึ้น หวั่นกระทบขีดความสามารถแข่งขัน
นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเตรียมเเข้าหารือนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนและมาตรการในการเข้าไปดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนจนกระทบกับผู้ส่งออก แต่ยอมรับว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ยังมีความเหมาะสมต่อภาคการส่งออกอยู่
ทั้งนี้ หากค่าเงินบาทไม่ผันผวนหรือแข็งค่าจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน คาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 0-2% แต่หากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะติดลบได้ แต่เชื่อว่า ธปท.จะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เห็นได้จากนักลงทุนจากต่างประเทศและไทยเข้ามาลงทุนมากขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวดีต่อเนื่อง และสถานการณ์ภัยแล้งไม่มีผลกระทบเศรษฐกิจมากนัก แม้ว่าราคาสินค้าเกษตรในขณะนี้ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำก็ตาม จึงมองว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 3.5%
อย่างไรก็ดี เพื่อให้ภาคเอกชนขยายการลงทุนได้มากขึ้น อยากให้รัฐบาลออกมาตรการทางด้านภาษี เพื่อสนับสนุนให้เอกชนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเน้นการสนับสนุนให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย
ด้าน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไปไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทย โดยค่าเงินบาทต้องเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินของประเทศในภูมิภาค ซึ่ง ธปท.ดูแลให้อยู่ในระดับดังกล่าวในปัจจุบัน
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องการเร่งกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นลงทุนจำนวนมาก แต่ยังมีการลงทุนจำนวนน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเอกชนไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับการลงทุนในปีนี้ที่จะสิ้นสุดมาตรการในสิ้นปีนี้ หรือเหลือเวลาอีก 4 เดือน ที่เอกชนสามารถใช้สิทธิเพื่อเข้ามาลงทุนได้ ซึ่งการหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า นอกจากจะไม่ต้องจ่ายภาษีแล้ว ยังได้เงินจากรัฐบาลไปลงทุนอีกด้วย
ดังนั้น เอกชนควรเร่งลงทุน เพราะขณะนี้วัสดุต่างๆ มีราคาถูกมาก ทำให้การก่อสร้างโรงงานหรือขยายกิจการมีราคาที่ถูกลง รวมทั้งสภาพคล่องในประเทศมีจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลงอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยการกู้เงินระยะเวลา 10-15 ปี มีอัตราดอกเบี้ย 3% กว่าๆ เท่านั้น
“เอกชนควรเร่งลงทุนเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หากเชื่อเรื่องวงรอบเศรษฐกิจจะดีและไม่ดี เป็นวงรอบละ 8-10 ปี ตอนนี้เศรษฐกิจโลกไม่ดีมา 7 ปีแล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาดีในอีก 2-3 ปี หากเอกชนยังไม่ลงทุนเตรียมพร้อมไว้ ก็อาจจะไม่ทันกับคู่แข่ง ซึ่งรัฐบาลมีมาตรการออกมาช่วยจำนวนมาก” นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากเพดาน 10% ต่อปี เหลืออัตรา 7% ต่อปี ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2559 ออกไปอีก 1 ปี โดยจะพิจารณาขยายเวลาเป็นปีต่อปี
ขณะเดียวกัน จะมีการออกกฎหมายขยายสิทธิมาตรการหักลดหย่อนภาษีให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีเงินทุนน้อย และรวมตัวกันเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาในกลุ่ม 5 อุตสาหกรรมใหม่ สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่าเหมือนผู้ประกอบการรายอื่นๆ







