
เข้มปล่อยกู้ฉุดหนี้ครัวเรือนหด
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หนี้สินครัวเรือนไทย ณ ไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 11.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเดียวกันปีในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 4.7% สัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงมาอยู่ที่ 81.1% จาก 81.5% ในปี 2558 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของจีดีพีด้วย
ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หนี้สินครัวเรือนไทย ณ ไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 11.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเดียวกันปีในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 4.7% สัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงมาอยู่ที่ 81.1% จาก 81.5% ในปี 2558 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของจีดีพีด้วย
ทั้งนี้ ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจาก 6.3% ในปี 2558 เหลือ 6% ในไตรมาส 2 ของปี 2559 โดย 51% ของยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล เป็นสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพิ่มขึ้น 9% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการลดค่าธรรมเนียม สำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 28 เม.ย. 2559
สำหรับสินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 23% มียอดหนี้เพิ่มขึ้น 1.6% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวรถยนต์ รุ่นใหม่และการจัดกิจกรรม
ส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการที่มีการแข่งขันมากขึ้น
ปรเมธี กล่าวว่า สศช.ยังมองว่าการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังไม่น่ากังวล เพราะเห็นได้จากจำนวนการจ้างงานที่ปรับฐานลงมาจาก 6.5 ล้านคน ในไตรมาส 2 ปี 2558 และคงที่อยู่ที่ 6.4 ล้านคน มากถึงปัจจุบันแสดงว่าการปรับตัวตามการส่งออกเริ่มทรงตัวแล้ว และเชื่อว่าภาวการณ์ส่งออกในครึ่งปีหลังจะเริ่มดีขึ้น โดย สศช.คาดว่าจะติดลบ 1.9% ขณะที่ครึ่งแรกติดลบแล้ว 2.2% เท่ากับครึ่งหลังจะต้องดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การจ้างงานในภาคการผลิตอุตสาหกรรมไม่ลดลงอีก
นอกจากนี้ ยังพบว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรโดยเฉพาะในส่วนเซ็กเตอร์ก่อสร้าง การขนส่ง โรงแรมและภัตตาคาร และค้าปลีก ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 5.4% 1.4% 4.0% และ 1.4% ตามลำดับ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการดูดซับแรงงานจากภาคการผลิตได้
สำหรับรายได้แรงงานพบว่าสำหรับค่าจ้างและเงินเดือนภาคเอกชนที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและผลประโยชน์ตอบแทน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้นอกภาคเกษตร 1.4% แต่รายได้ภาคเกษตรลดลง 2.7%
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า อัตราหนี้ครัวเรือนที่เริ่มชะลอลง จนส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวเหลือ 6% จากที่เคยขยายตัวถึง 11.5% เมื่อปี 2556 ส่วนหนึ่งมาจากการที่สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง มีการคัดกรองคุณภาพหนี้ที่เข้มข้นขึ้น ทำให้การขยายตัวสินเชื่อประเภทดังกล่าวชะลอลง
อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความต้องการสินเชื่ออุปโภคบริโภคอยู่ สังเกตจากไตรมาส 2 ของปีนี้ที่ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ดี เป็นผลจากยอดขายรถยนต์ที่เติบโตมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากฐานต่ำในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ขณะเดียวกันผู้บริโภคบางส่วนยังมีความระมัดระวังการใช้จ่าย เนื่องจากไม่มั่นใจกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา







