
รับมือ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลังจากที่เจอโรคเลื่อนมานานจนล่วงเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็เริ่มส่งสัญญาณออกมาเสียทีว่า จะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อย่างแน่นอน แต่จะขึ้นกี่ครั้ง และจะขึ้นในรอบการประชุมเดือน ก.ย. เดือน พ.ย. หรือเดือน ธ.ค.นั้น เฟดยังคงแทงกั๊กตามสไตล์เดิม โดยระบุเพียงว่าปล่อยให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัดดีกว่า
สัญญาณครั้งนี้ไม่น่ามีอะไรผิดโผ คือน่าจะขึ้นแน่นอน ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจสหรัฐดีอะไรมากมายนัก แต่เพราะทางเฟดได้ทยอยให้ประธานสาขาต่างๆ ออกมาส่งซิกในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่แล้วเมื่อเดือน ธ.ค. 2015 ที่มีการทยอยส่งสัญญาณมาตั้งแต่ช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้าเช่นกัน
ตลาดทุนก็คาดการณ์ไปตามระเบียบว่า ถ้อยแถลงของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ในที่ประชุมแจ็กสัน โฮล เปิดช่องให้มีการขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วสุดในเดือน ก.ย.หากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในเดือน ก.ค.ที่จะเปิดเผยออกมาในวันศุกร์ที่จะถึงนี้มีความแข็งแกร่งมากเพียงพอ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจในอีกหลายๆ ด้านก็ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างน่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ตัวเลขการเก็งขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้าของตลาดเฟด ฟันด์ ฟิวเจอร์ส พุ่งขึ้นไปมากกว่า 40% จากที่เคยอยู่ที่ 0% ในช่วงเบร็กซิตเดือน มิ.ย. แต่ส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่าเดือน ก.ย.คงจะเร็วเกินไป ไม่ใช่สไตล์เฟดที่ส่งสัญญาณแบบปุบปับ น่าจะเป็นเดือน ธ.ค.มากกว่า
แต่ไม่ว่าจะขึ้นเดือนไหน นี่ก็คือการตอกย้ำว่าสหรัฐกำลังกลับเข้าสู่การปรับทิศทางนโยบายการเงินครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 10 ปี หรือเป็นความพยายามที่จะทยอยกลับสู่ภาวะ “ปกติ” อีกครั้ง
แม้ว่าทุกวันนี้ คำว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะกลายเป็นคำสามัญที่เปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของหลายประเทศไปแล้ว แต่ที่จริงมันไม่ธรรมดา และของทุกอย่างก็ย่อมมี “ต้นทุน” เสมอ ซึ่งเฟดก็หนีไม่พ้นข้อนี้เช่นกัน
การใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของเฟดในการซื้อสินทรัพย์มา 3 รอบ ได้ส่งผลกระทบต่องบดุลของเฟดอย่างมหาศาล ซึ่งคาดว่าทะลุทะลวงไปถึง 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว และต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะสามารถปรับสมดุลงบดุลที่โป่งพองครั้งนี้ได้
ขณะที่การปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำนานมากเกินไป โดยตรึงไว้ที่ระดับ 0-0.25% มาเป็นเวลาหลายปี อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงิน และทำให้ตลาดเสพติดการกู้ยืมต้นทุนต่ำไปเก็งกำไรทำเงินต่อแบบง่ายๆ และอาจไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจที่แท้จริงมากอย่างที่คาด
ดังนั้น เมื่อโอกาสมาถึง เฟดจึงจำเป็นต้องทยอยปรับนโยบายการเงินให้กลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจว่าเฟดและบรรดาธนาคารกลางใหญ่ๆ เริ่มพูดถึงความไม่ได้ผลของมาตรการพิเศษที่ผ่านมา และอาจต้องหันไปใช้มาตรการพิเศษตัวใหม่ คือการใช้มาตรการรัฐควบคู่ไปด้วย ทั้งด้านการคลัง และการปฏิรูปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ตลาดแรงงานในญี่ปุ่น หรือแม้แต่การผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมที่ล้าสมัย
ที่เหลือจากนี้ก็เตรียมรับมือยุคการเงินโลก 2 ขั้ว การปรับทิศของเงินทุนเข้า-ออก และมาตรการพิเศษของรัฐบาลแต่ละประเทศที่พ้นจากยุคถอดตำราและหันมาปรับแบบเคสบายเคสของแต่ละประเทศกันค่ะ







