
นโยบายเศรษฐกิจกับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้า (จบ)
ในสัปดาห์ที่แล้วได้มีการกล่าวถึง การเพิ่มขึ้นของบทบาทภาครัฐในความหลากหลายมิติต่างๆ ไปแล้ว เช่น มิติด้านความจำเป็นของการลงทุน ซึ่งการดำเนินนโยบายสามารถเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการของภาครัฐในส่วนที่ภาคเอกชนสามารถทำได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่า
ในสัปดาห์ที่แล้วได้มีการกล่าวถึง การเพิ่มขึ้นของบทบาทภาครัฐในความหลากหลายมิติต่างๆ ไปแล้ว เช่น มิติด้านความจำเป็นของการลงทุน ซึ่งการดำเนินนโยบายสามารถเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการของภาครัฐในส่วนที่ภาคเอกชนสามารถทำได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่า
มิติด้านการกระจายตัวของการลงทุน หรือการกระจายของผลการลงทุนภาครัฐเมื่อมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องใส่เม็ดเงิน หรือมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ก็จะมีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่าเม็ดเงินเหล่านั้นถูกกระจายไปในภาคส่วนต่างๆ ถูกกระจายลงไปในพื้นที่ต่างๆ อย่างไร? ใครหรือพื้นที่ใดเป็นผู้ได้รับประโยชน์
และมิติด้านรูปแบบของการดำเนินการลงทุนของรัฐ ทางเลือกของการใช้เครื่องมือของภาครัฐในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจ มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งก็เป็นช่องทางที่รัฐจะสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และเงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้น
นอกจากนี้ มาตรการแต่ละมาตรการของภาครัฐก็จะมีความเหมาะสมกับช่องทาง วิธีการที่แตกต่างกันในการดำเนินนโยบาย ในบางกรณี การดำเนินนโยบายสามารถเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการของภาครัฐในส่วนที่ภาคเอกชนสามารถทำได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น รูปแบบความร่วมมือ (การร่วมลงทุน) ภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP)
การปรับเปลี่ยนประเภทและรูปแบบการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ฯลฯ ข้อพิจารณาเหล่านี้ก็จะมีความสำคัญมากขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนภาครัฐในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
สำหรับประเด็นการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะเป็นการกำหนดจากบนลงล่างมากขึ้นนั้น เป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการดำเนินนโยบาย เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นการลดทอนขีดความสามารถในการทำงานของกลไกตลาด การดำเนินมาตรการของภาครัฐในหลายครั้งอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันในตลาด มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการบิดเบือนทางเศรษฐกิจเพราะการขาดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรในการผลิตของประเทศ (Mis-allocation of resources) การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้มากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีผู้กำหนดนโยบายที่มีความสามารถสูงมาก และมีการใช้ข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้านประกอบการตัดสินใจ
ถึงแม้กระนั้น การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจก็ยังมีความสุ่มเสี่ยงสูงที่จะมีลักษณะเป็นการเลือกให้คุณให้โทษกับภาคการผลิตใดภาคการผลิตหนึ่ง โดยมองข้ามภาคเศรษฐกิจอื่นที่ไม่ได้ถูกพิจารณา หรือเป็นภาคเศรษฐกิจที่ไม่สามารถเข้าถึง หรืออยู่ในแนวทางการพัฒนาของผู้กำหนดนโยบาย (Policy Makers)
ที่เขียนที่เล่าให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายจากการกำหนดนโยบายแบบบนลงล่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าการกำหนดนโยบายในลักษณะนี้ทำไม่ได้ เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นว่า การกำหนดนโยบายแบบนี้มีความสุ่มเสี่ยงต่อความผิดพลาดจากการดำเนินนโยบายได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาวได้ จึงมีความจำเป็นที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนโดยทั่วไปที่น่าจะได้ติดตาม สอดส่องดูแลผลของการดำเนินนโยบายอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และยังจะเป็นการเพิ่มความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายได้อีกทางหนึ่งด้วย







