
ปฏิรูปแบงก์รัฐ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ถือเป็น 1 ใน 7 รัฐวิสาหกิจเป้าหมายที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานอยู่ มีมติให้ต้องดำเนินการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนตามมติที่ประชุม คนร. เมื่อปี 2557
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ถือเป็น 1 ใน 7 รัฐวิสาหกิจเป้าหมายที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานอยู่ มีมติให้ต้องดำเนินการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนตามมติที่ประชุม คนร. เมื่อปี 2557
สาเหตุที่ต้องฟื้นฟูเร่งด่วนเพราะเอสเอ็มอีแบงก์ ก็เหมือนธนาคารรัฐหลายแห่งที่ผ่านมา ที่นักการเมืองเข้าแทรกแซง และใช้เป็นเครื่องมือในการปล่อยสินเชื่อที่ไม่เหมาะสม จนทำให้ธนาคารรัฐแห่งนี้ มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงถึง 35% ของสินเชื่อรวม หรือมีหนี้เสียถึง 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากเป็นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ธนาคารแห่งนี้จะต้องถูกยุบเลิกและชำระบัญชีไปแล้ว
หลังจากรัฐบาลชุดนี้เข้าบริหารประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้าบริหารเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน มีนางสาลินี วังตาล เป็นประธาน และเพิ่งยื่นใบลาออกจากการเป็นกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา
แม้ว่าคณะกรรมการชุดปัจจุบันจะสามารถสร้างผลงานได้อย่างดี ทั้งการปล่อยสินเชื่อใหม่ และการแก้ปัญหาเอ็นพีแอลจนลดจำนวนลงได้เหลือ 19,758 ล้านบาท เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา หรือคิดเป็น 22.24% ของสินเชื่อรวม
แต่ที่ผ่านมา ก็มีข้อร้องเรียนมากมาย โดยเฉพาะข้อร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบเรื่องการปล่อยสินเชื่อต่ำกว่ามาตรฐาน และบางกรณีได้กลายเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว เช่น กรณีการปล่อยกู้ให้โรงสีรายหนึ่งที่มีปัญหาการชำระหนี้กับสถาบันการเงินเดิม และเมื่อเอสเอ็มอีรับมาปล่อยสินเชื่อแทน โรงสีดังกล่าวก็ชำระหนี้เพียงงวดเดียวและกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอลไป
และเมื่อถูกเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวก็ปรากฏว่า คณะกรรมการที่ปล่อยสินเชื่อ ได้เป็นผู้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการร้องเรียนดังกล่าว ทั้งที่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ขณะที่กระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้น และผู้กำกับดูแลเอสเอ็มอีแบงก์คือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ก็อยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง จะสั่งตรวจสอบเรื่องราวก็ล่วงเลยมานานแล้ว
ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นกระบวนการที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของซูเปอร์บอร์ดที่ต้องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันนักการเมืองเข้าแทรกแซง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล
กรณีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลและซูเปอร์บอร์ด รวมทั้งกระทรวงการคลัง ต้องหันมาทบทวนวิธีการแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจใหม่ โดยเฉพาะธนาคารรัฐ ทั้งการให้คะแนนผลงาน การกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้าเป็นกรรมการ การตรวจสอบเชิงลึกถึงผลงานที่เกิดขึ้น
เพื่อให้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การปฏิรูปธนาคารรัฐเกิดขึ้นได้จริง และมีพลังพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้







