posttoday
ใช้วิทยาศาสตร์ อยู่กับเทคโนโลยี ข้ามพ้นสังคมเปราะบาง

ใช้วิทยาศาสตร์ อยู่กับเทคโนโลยี ข้ามพ้นสังคมเปราะบาง

28 สิงหาคม 2559

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ มีมุมมองต่อนโยบายด้านสาธารณสุขว่า ทุกภาคส่วนตั้งแต่นักการสาธารณสุข นักวิจัย

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ มีมุมมองต่อนโยบายด้านสาธารณสุขว่า ทุกภาคส่วนตั้งแต่นักการสาธารณสุข นักวิจัย นักนโยบายจะต้องสื่อสารร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ การใช้ การปฏิบัติงาน ให้มีการนำองค์ความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นได้ไปประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์ ขณะเดียวกันต้องสนับสนุนให้เกิดการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ และต้องนำความรู้ที่พบไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง

คุณหมอวรศักดิ์ ระบุว่า ระบบสาธารณสุขของไทยยังจำเป็นต้องใช้ระบบส่งต่อเรื่อยๆ คือ คนไข้ควรไปพบแพทย์หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อรักษาในระดับหนึ่งก่อน และจะเหลือเพียงไม่ถึง 1% ที่อาจต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป จนมาถึงโรงเรียนแพทย์

“ผมคิดว่าระบบเหล่านี้เหมาะสมแล้ว เพราะแพทย์จะรู้ว่าเครื่องมือของโรงพยาบาลที่มีอยู่สามารถดูแลคนไข้ได้ถึงระดับใด ก่อนที่จะส่งต่อ แต่ผมไม่เห็นด้วยว่า สถาบันหนึ่งจะต้องเป็นเลิศการรักษาตั้งแต่น้ำมูกไหลไปจนถึงการรักษาโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงไม่เห็นด้วยว่าจะต้องนำบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมดมาอยู่ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น ศิริราช รามาธิบดี หรือจุฬาฯ” ศ.นพ.วรศักดิ์ ระบุ

นอกจากนี้ ยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวทัศนะที่คนไข้มีต่อสถานพยาบาล เช่น คนมีเงินต้องไปคลอดในโรงพยาบาลเอกชน โดยวิธีการผ่าตัดคลอด ซึ่งสวนทางกับการแพทย์แบบเดิม ขณะเดียวกันยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งยังเชื่อเรื่องการรักษากับหมอบ้าน หมอผี ฉะนั้นทางการแพทย์ควรสื่อสารทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้น

“ให้ทุกคนช่วยกันคิด ศึกษาหาข้อมูล เพื่อนำไปสู่การหารากของปัญหา เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ เพราะถ้ายังใช้ความเชื่อ ฟังในสิ่งที่มีการบอกเล่าต่อกันมา โดยไม่ได้ค้นหาข้อมูลจากหลักฐานที่ชัดเจนว่าจริงหรือไม่ เช่น การคลอดธรรมชาติย่อมดีกว่า ฉะนั้นจึงเชื่อมโยงกับระบบการเรียนการสอน ที่พบว่าคุณครูพยายามอัดเนื้อหา โดยที่ไม่ได้ทำให้ผู้เรียนมีความรู้สึกร่วมกับเจตคติ และเมื่ออนาคตเจอกับคำถามที่ไม่มีข้อมูลก็จะไม่ทราบว่าควรตัดสินใจอย่างไร”

อาจารย์แพทย์จากจุฬาฯ เห็นว่า ทุกอาชีพมีส่วนสำคัญในสังคมไม่ต่างกัน ฉะนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองจากประสบการณ์จริง เพื่อจะได้รู้ว่าเด็กชอบหรือไม่ชอบอะไร ดังนั้นถ้าสังคมจะไปได้ ควรทำให้เด็กซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจ เลือกว่าต้องการรับรู้อะไร เพราะเมื่อทราบถึงผลกระทบโดยตรงแล้วก็จะเกิดการรับรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้

“ดังนั้นการแก้ปัญหาประเทศ ผู้ปกครองควรให้เด็กเลือกในสิ่งที่ชอบว่าจะเลือกเดินไปทิศทางใด ผู้ปกครองควรให้เพียงคำแนะนำ เพื่อให้เด็กได้เลือกตัดสินใจเท่านั้น ซึ่งถ้าดี เด็กเหล่านั้นก็จะทำไปเรื่อยๆ ดังนั้นการเลือกอาชีพ คิดว่าควรเปิดโอกาสให้ทุกอาชีพมีโอกาสเท่าเทียม เหมาะสมกัน เมื่อนั้นถ้ามีการวางระบบแบบนี้ผู้ปกครองก็จะยินดีเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกมากขึ้น

“บางอาชีพก็ไม่ควรจะมั่นคงเกินไป เช่น อาชีพข้าราชการมั่นคงเกินไป ผู้ที่ทำก็จะคิดว่าถึงทำงานดีหรือไม่ดี ก็ได้ทำงานรูปแบบเดิมๆ อยู่แล้ว และคนที่ทำงานหนักก็จะคิดว่าถึงอย่างไรก็ได้ผลตอบแทนเท่ากับคนที่ทำงานน้อยกว่า เมื่อนั้นก็จะเกิดการทำงานน้อยลง ส่วนงานประเภทที่ไม่มั่นคงก็จะคิดว่าเมื่อโครงการหมดก็ต้องออกจากงานอยู่ดี ดังนั้นโอกาสการทำงานควรมีสัญญาโดยขึ้นกับผลงานที่ทำในแต่ละปี เมื่อทำดี ทุ่มเท ก็ควรได้สิ่งตอบแทนตามความยุติธรรมเท่าที่ทำ” ศ.นพ.วรศักดิ์ กล่าว

สำหรับทิศทางด้านการศึกษาที่เริ่มมีอัตราการว่างงานในสาขาสังคมศาสตร์ คุณหมอวรศักดิ์ เห็นว่าการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะยังต้องใช้หลักการและทักษะสายสังคม เนื่องจากองค์ความรู้ทางด้านสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ฉะนั้นยังจำเป็นต้องแบ่งผู้เชี่ยวชาญทักษะในแต่ละด้านให้เท่ากัน และทุกอาชีพต้องอาศัยสายสังคม ขณะเดียวกันการศึกษาต้องเน้นที่กระบวนการ วิธีการคิด ไม่ใช่สอนแต่เนื้อหา

อาจารย์วรศักดิ์ไม่เชื่อว่ายุคที่เทคโนโลยีนำชีวิตจะทำให้สังคมแย่ลง หากยึดหลักอริยสัจ 4 ถ้าสอนให้คนมีจุดยืน รู้จักแก้ปัญหา ไม่ว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็สามารถอยู่บนเวทีโลกได้ แต่ก็ยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันสังคมกำลังอ่อนแอ เช่น คิดว่าการบริจาคเพื่อหวังว่าชาติหน้าจะรวยกว่านี้ การให้ทานเพื่อหวังว่าชาติหน้าจะมีอาหารดีรับประทาน

“เทคโนโลยีทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนห่างเหินกันไป โอกาสที่ผู้คนจะถ่ายทอดความรู้สึกให้กันก็ลดลง ถ้าเทคโนโลยีเป็นแบบนี้ และทุกคนไม่ยึดมั่นกับจุดยืนของหลักการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เราอาจโดนเทคโนโลยีนำพาไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อนั้นสังคมก็จะยิ่งเปราะบางมากขึ้นไปอีก” ศ.นพ.วรศักดิ์ ระบุ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท