
เมืองซามูไร Aizu 9
นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และอาหารท้องถิ่นที่โดดเด่นแล้ว เมืองไอสึวาคะมัทสึยังมี
นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และอาหารท้องถิ่นที่โดดเด่นแล้ว เมืองไอสึวาคะมัทสึยังมีงานหัตถกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ Urushi Lacquerware หรือเครื่องเขิน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสร้างชื่อมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1590 โดยท่านเจ้าเมือง Ujisato Gamo ได้นำช่างกลึงและช่างฝีมืองานเคลือบและลงรักจากแคว้น Hino หรือจังหวัด Shiga ในปัจจุบันมาถ่ายทอดเคล็ดลับให้กับช่างฝีมือของเมืองไอสึ
และได้เริ่มปลูกต้นรัก (Lacquer Tree) เพื่อนำยางมาใช้ในการผลิตเครื่องเขิน และพัฒนางานจนสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศจีนและฮอลแลนด์ได้ ในช่วงสงครามโบชินที่เมืองไอสึพ่ายแพ้ให้แก่กองกำลังผสมของรัฐบาลเมจิ ทำให้การผลิตเครื่องเขินต้องหยุดชะงักลง และกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งในช่วงกลางของยุคเมจิ จนทำให้เครื่องเขินของเมืองไอสึมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศญี่ปุ่น สืบมาจนทุกวันนี้
เจ้าภาพได้พาไปชมขั้นตอนการผลิต โดยเริ่มจากที่แรกเป็นโรงกลึงไม้ขนาดเล็ก ที่นี่จะเน้นงานถ้วยชาม (Marumono) โดยนำไม้เซลโคว่าและไม้จากต้นฮอร์สเชสนัทมาเข้าเครื่องกลึงเพื่อขึ้นรูป หลังจากขัดแต่งจนเป็นรูปภาชนะตามต้องการแล้วก็จะเคลือบแล็กเกอร์รอบแรก (Kigatame) ลงแป้งแล้วขัดด้วยกระดาษทราย (Shitaji) จากนั้นก็เคลือบแล็กเกอร์อีกชั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ(Naka-nuri)
เพราะปกติไม้จะซึมน้ำ การลงแป้งและเคลือบแล็กเกอร์ในขั้นตอนนี้จะอุดรูพรุนต่างๆ จนน้ำไม่อาจผ่านซึมได้ แล้วขัดด้วยกระดาษทรายอีกครั้งในขั้นตอน Naka-togi เพื่อให้พื้นผิวหยาบเล็กน้อยจึงเคลือบผิวเป็นชั้นสุดท้ายเรียกว่า Uwa-nuri
ขั้นตอนนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้มีฝุ่นมาเกาะเพราะจะทำให้เครื่องเขินเสียความสมบูรณ์ จึงต้องทำกันในห้องปิดมิดชิดโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญ แล้วจึงนำไปอบแห้งในตู้อบที่ปราศจากฝุ่นเช่นกัน ก็จะได้เครื่องเขินระดับพื้นฐานที่ยังไม่มีลวดลายวิจิตรพิสดาร ซึ่งจะมีหลากหลายเทคนิคด้วยกัน เช่น การเคลือบแก้วด้วยน้ำมันชนิดพิเศษ (Hana-nuri) การแกะลายลงบนเนื้อไม้แล้วปิดทอง (Chinkin) การวาดลวดลายนูนต่ำแล้วปิดทอง (Taka-makie) เป็นต้น
แต่ที่เมืองไอสึนี้ยังมีอีกเทคนิคหนึ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์โดยคุณ Yoshii Nobuhiro ช่างฝีมือรุ่นที่ 2 ของ Daikichiya และเป็นมือวางอันดับหนึ่งของเมืองไอสึ ผู้รังสรรค์ลวดลายโดยใช้เมล็ดข้าวเปลือกมาติดกับพื้นผิวในขั้นตอนการลงรัก
จากนั้นก็ขัดด้วยกระดาษทรายหยาบให้พื้นผิวด้านบนของเมล็ดข้าวหลุดออก เหลือไว้แค่ร่องรอยลวดลาย เคลือบผงเงินลงแล็กเกอร์ขัดให้ด้าน เคลือบอีกชั้นขัดอีกรอบจนขึ้นลายเห็นเด่นชัด แล้วจึงเคลือบชั้นสุดท้ายเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการผลิต 48 ขั้นตอน จึงได้ชิ้นงานที่ลวดลายแตกต่างจากเทคนิคที่แพร่หลาย มีลักษณะคล้ายตัวแมลง เรียกว่า Kinmushi หรือแมลงสีทอง ส่งไปจำหน่ายยังร้านขายเครื่องเขินชั้นดีที่อยู่กลางเมืองไอสึ
ผมเลยตามไปดูถึงที่ร้าน เจองานเครื่องเขินที่ใช้ 3 เทคนิคหลัก และเทคนิคพิเศษของคุณโยชิอิวางจำหน่ายประชันกันได้อย่างภาคภูมิ ทางร้านมอบถ้วยลาย Kinmushi ให้ผมหนึ่งใบ ผมเลยเปรยเล่นๆ ว่าทำไมไม่เปลี่ยนชื่อให้เป็นมงคลขึ้นว่า Kinmeshi (ข้าวทอง) เพราะที่มาของลวดลายมาจากข้าว ผู้จัดการร้านดีใจมากบอกจะนำไปเสนอ ไม่ทราบว่าสุดท้ายได้เปลี่ยนหรือไม่







