
คนไทยในยุคปฏิรูปโดยทหาร
วันนี้อยากจะเชียร์ทหารกับ “เขา” ดูบ้าง “เขา” ในเครื่องหมายคำพูดนี้ก็คือคนไทยอย่างน้อย 2 กลุ่มที่เชียร์ทหาร
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
วันนี้อยากจะเชียร์ทหารกับ “เขา” ดูบ้าง
“เขา” ในเครื่องหมายคำพูดนี้ก็คือคนไทยอย่างน้อย 2 กลุ่มที่เชียร์ทหารอย่างออกหน้าออกตา กลุ่มแรกก็คือ กลุ่มที่ร่วมอยู่ในอำนาจกับทหาร ได้แก่ แม่น้ำ 5 สาย ที่อยู่ในโครงสร้างส่วนบนของการปกครองประเทศ ตั้งแต่ คสช. ครม. สนช. สปท. จนถึง กรธ. ทั้งนี้อาจจะต้องรวมถึงบรรดาข้าราชการและหน่วยงานของรัฐที่ต้องทำหน้าที่ในการปกครองและบริหารประเทศนั้นด้วย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือประชาชนคนทั่วไปที่เบื่อหน่ายการเมืองน้ำเน่าและนักการเมืองชั่วๆ และเห็นว่าควรให้ทหารปกครองประเทศไทยไปอีกระยะเวลาหนึ่ง
เป้าหมายของคนเหล่านี้คือ “การปฏิรูปประเทศ”
ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะมองแนวทางการปฏิรูปประเทศของทหารได้ไม่ชัดเจนนัก เพราะที่ตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ขึ้นมาจากผู้รู้ “เกรดเอ” จำนวนนับเป็นร้อยๆ คน แล้วเขาก็มีผลงานเป็นแนวคิดและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปหลายเล่มหลายสิบประเด็น ก็ยุบเขาทิ้งและโยนงานเขาทิ้งเสียเฉยๆ แม้จะบอกว่าให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มาทำต่อ แต่ก็ดูเหมือนว่าเป็นการสร้างดาวคนละดวง ไม่ได้ยึด สปช.เป็นสรณะแต่อย่างใด ซึ่งอีกไม่กี่เดือนก็จะต้องยุบ สปท.นี้ทิ้ง ตามโรดแมปที่รัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านประชามตินี้กำหนดไว้
ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกเช่นกันที่กำหนดให้มีการวางยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปประเทศไว้ถึง 8 กลุ่มยุทธศาสตร์ใหญ่ๆ นัยว่าจะเอาอดีตสมาชิกทั้ง สปช.และ สปท.เข้ามาร่วมด้วยส่วนหนึ่ง รวมถึงคนที่ คสช.จะคัดสรรเพิ่มเข้ามาอีก ว่ากันว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่ว่านี้จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และแน่นอนว่าบรรดาข้าราชการและหน่วยราชการต่างๆ จะต้องทำงานเป็น “หนูถีบจักร” คือถูกขังอยู่ใน “กงล้อนโยบาย” ที่จะต้องถีบปั่นไปตามคำสั่งที่จะต้องรับมาจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์นั้น
ผู้เขียนมีเพื่อนทำงานอยู่ในระดับบริหารของหน่วยราชการต่างๆ จำนวนหนึ่ง ในขณะนี้ก็ถูกควบคุมการบริหารงานโดย คสช. ซึ่ง คสช.ก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลถึง 15 กลุ่ม มีคนใน คสช.เป็นหัวหน้าแต่ละกลุ่ม มีข้าราชการจำนวนหนึ่งร่วมกับภาคเอกชนมาร่วมกันทำงาน ทราบว่าแต่ละคณะนี้ได้ให้ “คณะทหาร” ระดับพันโทถึงพันเอกทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการคอยรวบรวมข้อมูลให้กับคณะกรรมการ แต่เอาเข้าจริงๆ คณะทหารฝ่ายเลขาฯ นี้กลับทำหน้าที่เป็น “เสนาธิการ” คือคอยกำกับและควบคุมสั่งการส่วนราชการต่างๆ ไปด้วย ในรูปแบบของการ “ไล่งาน-เร่งงาน” เริ่มต้นก็ให้ส่งแผนยุทธศาสตร์และแผนงานต่างๆ ของกระทรวงไปให้คณะทหารเหล่านี้ พร้อมกับมีการ “ติติง” โดยตลอด ให้มีการปรับปรุงแก้ไขตลอดเวลา ทั้งที่บางครั้งก็แก้ไขไปตามข้อเสนอที่ได้ติติงมา แต่ท่านเสนาธิการเหล่านี้ก็จำไม่ได้ สั่งให้แก้ไขในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะแนะนำให้แก้ไขมาเสียเอง จนข้าราชการพากันบ่นว่า “ท่านว่างงานกันมากหรือไง”
นั่นคือในส่วนของข้าราชการที่มีหน้าที่ต้องรับกรรม “รับใช้อำมาตย์” ทั้งหลายมาจนเป็นปกติ แต่ในส่วนของประชาชน แม้ขณะนี้ทหารจะยังไม่แสดง “ฤทธิ์เดช” อะไรออกมามากนัก แต่ดูจากการใช้มาตรา 44 แก้ไขปัญหาบางปัญหาก็อาจจะดู “หน่อมแน้ม” ไปบ้าง แต่เมื่อไม่มีอำนาจนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะออกมา ก็มีผู้รู้บางท่านคาดว่า คสช.อาจจะให้ กรธ.ออกกฎหมายลูกสักฉบับเพื่อให้อำนาจบริหารโดยทหารที่จะควบคุมจัดการตรงส่วนนี้ยังคงอยู่ และแน่นอนว่าจะต้องให้อำนาจที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ามาตรา 44 นั้นด้วย
ผู้เขียนเองก็เชื่อเช่นนั้น เพราะถ้าทหารจะปฏิรูปจริงๆ ขนาดมีอำนาจมหาศาลอยู่ในขณะนี้ก็ยังทำอะไรได้ไม่มาก แต่พอปล่อยให้พวกเสือสิงห์กระทิงแรดเข้ามาทางสภาผู้แทนราษฎร กับที่จะต้องคอย “ลงแส้” บรรดาสมาชิกวุฒิสมาชิกไม่ให้ “วอกแวก” ก็อาจจะต้องมีการออกกฎหมายให้อำนาจบางอย่างที่ “เหมาะมือ” ยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ความคิดที่จะอยู่ยาวเพื่อการปฏิรูปนั้นต้องพังครืนไปเสียก่อน อย่างน้อยก็จะได้ไม่เสียหน้าหรือผิดหวังจากความตั้งใจที่ตั้งไว้อย่างมากมายมหาศาลนั้น
ในตำรารัฐศาสตร์เกี่ยวกับการปฏิรูปหรือพัฒนาประเทศ ท่านว่าจะต้องเริ่มจาก “วิสัยทัศน์ของผู้นำ” แล้วจึงจะมีการกำหนดนโยบายต่างๆ ตามมา ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ผู้นำของเขาจะประกาศวิสัยทัศน์นี้ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง และเมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้ว เขาก็จะใช้สิทธิตรงนี้เข้ากำหนดเป็นนโยบาย แต่ส่วนใหญ่นั้นก็จะผนวกนโยบายเข้ากับวิสัยทัศน์ตั้งแต่ตอนที่ได้หาเสียงนั่นเลย ส่วนในประเทศเผด็จการยิ่งทำได้ง่ายขึ้น เพียงแต่ประกาศความต้องการของผู้นำ (ซึ่งก็คือผู้เผด็จการ) นั้นออกมาให้ชัดเจน แล้วทำให้ได้อย่างที่ได้ประกาศออกมา ก็จะส่งผลให้ผู้คนเกิดความเคารพเลื่อมใสกระทั่งเป็นความศรัทธา
เมื่อมองไปที่ทหารไทย โดยเฉพาะที่ คสช.และที่ตัวหัวหน้าที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นด้วย ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าท่านมีวิสัยทัศน์อะไรอย่างไร แต่ถ้าจะดูจากเหตุผลในการที่ยึดอำนาจ รวมกับที่ได้กำหนดเป็นแนวทางไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ก็น่าจะ “เดา” ได้ว่าท่านเน้นเรื่อง “ปฏิรูป” แต่ก็มีปัญหาว่าที่ท่านทำไปเกี่ยวกับคณะปฏิรูปต่างๆ อย่างไม่ไยดีนั้นจะให้ตีความไปว่าอย่างไร ซึ่งก็ส่งผลถึงสิ่งที่ท่านยังจะอยากให้ทหารทำต่อไปหลังการเลือกตั้งที่ “หวังว่า” จะมีขึ้นในปลายปี 2560 นั้นด้วย
สิ่งที่ทำกับความน่าเชื่อถือต้องมาด้วยกันนะขอรับท่าน







