
อย่าเอาแต่พวกพ้อง
กรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ลงมติเห็นชอบ 3 วาระรวดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ
กรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ลงมติเห็นชอบ 3 วาระรวดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิก สนช. อีก 30 คน โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลว่า สนช.ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียง 220 คน อาจไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจที่มีความสำคัญในอนาคต
ทั้งนี้ เพราะในอีก 1 ปี 4 เดือน จะมีกฎหมายหลั่งไหลเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ซึ่งเป็นกฎหมายตามนโยบาย 100 ฉบับ และกฎหมายที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้ต้องพิจารณา ประมาณ 80 ฉบับ โดยมีเนื้อหาสาระและวันเวลาที่จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความหลากหลายรอบคอบเข้ามา
เรื่องนี้หากพิจารณากันให้ถ้วนถี่จะเห็นได้ว่า การยกเอาภารกิจต้องเร่งทำกฎหมายขึ้นมาเป็นเหตุผล ในการขอเพิ่มจำนวน สนช.นั้นไม่อาจรับฟังได้มากนัก เนื่องจากจำนวน สนช. 220 คน ในปัจจุปันนั้นน่าจะถือว่ามีมากเพียงพออยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากขาดสัดส่วนในด้านของผู้มีความรู้ความสามารถ ทั้งกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ รวมถึงตัวแทนภาคประชาชนที่แท้จริง
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีการแต่งตั้งทหารและข้าราชการเข้าไปเป็น สนช.ในสัดส่วนที่มากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังการเข้ายึดอำนาจใหม่ๆ ปี 2557 มีการแต่งตั้ง สนช. 200 คน โดยมีสัดส่วนทหารทั้งประจำการและปลดเกษียณแล้วมีจำนวนถึง 104 จาก ตำรวจ 11 และพลเรือน 85 คน และหลังจากนั้นไม่นานมีการแต่งเพิ่มเติมอีก เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2557 อีก 28 คน โดยในจำนวนนี้มีการแต่งตั้งทดแทนคนที่ได้ลาออกด้วย โดยมีสัดส่วนทหารเข้าไปอีกถึง 17 คน
ดังนั้น ทางที่ดีก่อนจะมีการขยายสัดส่วนเพิ่มจำนวนคนลงไป ควรจะมีการปรับเปลี่ยน สนช.คนเก่าที่เป็นทหารออกไปบ้าง เพื่อหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาไม่ใช่มุ่งแก้ปัญหา โดยการเพิ่มจำนวนเข้ามา และที่สำคัญคือต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุด
แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่เมื่อมีการประกาศใช้ปกครองประเทศย่อมมีความสำคัญไม่แตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแต่อย่างใด ซึ่งไม่ใช่ใคร่นึกอยากจะแก้ก็แก้โดยที่ไม่คำนึงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ควรต้องคำนึงถึงภาระงบประมาณด้วย เพราะการแต่งตั้ง สนช.เพิ่มเข้าไป 30 คนนั้นจะทำให้มีค่าใช้จ่ายต้องเพิ่มขึ้นตามมาราว 62 ล้านบาท/ปี โดย สนช. 1 คน ได้รับเงินเดือนรวม 113,560 บาท และสามารถตั้งผู้เชี่ยวชาญได้ 1 คน เงินเดือน 2.4 หมื่นบาท ผู้ชำนาญการอีก 1 คนเงินเดือน 2 หมื่นบาท ผู้ช่วย 1.5 หมื่นบาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 172,560 ต่อ สนช. 1 คน เท่ากับปีละ 2,720,070 บาท และยังไม่รวมเบี้ยประชุมกรรมาธิการ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ที่จะเพิ่มตามมาอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันจนกระทั่ง สนช.ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว และตามกระบวนการประมาณเดือน ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. จะสามารถแต่งตั้ง สนช. เพิ่ม 30 คน ได้ทันที
ฉะนั้น ในการแต่งตั้ง สนช.รอบใหม่นี้ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปรับเปลี่ยน สนช.ชุดปัจจุบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วย และที่สำคัญควรแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำหน้าที่ร่างกฎหมายอย่างแท้จริง อย่าเลือกแต่ทหารที่เป็นพวกพ้อง เพื่อรองรับการเกษียณ หรือรองรับบรรดาผู้นำเหล่าทัพคนใหม่ ตามที่มีการคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งทำให้ตัวท่าน พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ต้องเสื่อมศรัทธาลง







