
อย่ารังแกคนจน
หากเปรียบเทียบคดีดาบยิ้มถูกยิงเสียชีวิตในผับย่านรัชดาภิเษกและถูกศาลยกฟ้องในเวลาต่อมากับคดีพนักงานเก็บขยะของ กทม.ที่ถูกศาลตัดสินลงโทษปรับ 133,400 บาท ฐานจำหน่ายวีซีดีที่เก็บมาจากกองขยะ ตามความผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ถือว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เป็นความต่างในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานการทำสำนวนระหว่างสืบสวนสอบสวน และแตกต่างกันในแง่สถานะของผู้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี
ไม่แปลกใจที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินคดีนี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งในแง่การใช้วิจารณญาณและดุลพินิจในการจับกุม
แม้พ.ต.ท.พิพัฒน์ เต็งถาวร สว.สืบสวน สน.ลาดพร้าว หนึ่งในผู้ลงมือจับกุมนายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา จำเลยในคดีนี้จะอธิบายว่าเป็นการทำตามหน้าที่และขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน แต่ฟังดูไม่รื่นหูเท่าที่ควร
อีกทั้งการยืนหยัดดำเนินคดีกับผู้ค้ารายย่อยเช่นเดียวกับเหยื่อรายนี้ โดยยึดตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อไป แม้จะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ควรปฏิบัติตัวเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน เพราะในความเป็นจริงมีการจำหน่ายวีซีดี ดีวีดี ผิดกฎหมายอยู่เกลื่อนกลาด
โดยเฉพาะในศูนย์จำหน่ายสินค้าไอทีขนาดใหญ่ทุกมุมเมือง มักไม่มีการกวาดล้างจับกุมอย่างจริงจัง เหมือนที่นายตำรวจในคดีนี้เคร่งครัดต่อพนักงานเก็บขยะ ทั้งที่ศูนย์การค้าไอทียักษ์ใหญ่เหล่านี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแทบทั้งสิ้น
การเยียวยาจำเลยด้วยการมอบเงิน 5 หมื่นบาท จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำไปใช้หนี้นอกระบบที่กู้มาใช้ในการต่อสู้คดี หรือแม้แต่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเข้าปลอบประโลมให้ความช่วยเหลือในการยื่นอุทธรณ์คดี ก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่สะท้อนว่าการบังใช้กฎหมายฉบับนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติ
เราขอสนับสนุนข้อเสนอของนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ที่จะให้อัยการทบทวนการวินิจฉัยสั่งคดีและไม่ฟ้องคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมาใช้อย่างเคร่งครัด เช่น คดีเด็กลักซาลาเปา 2 ลูก มาเลี้ยงน้องที่อดอยาก และอัยการสั่งไม่ฟ้อง ถือเป็นกรณีตัวอย่างและเป็นอุทาหรณ์ต่อผู้ดำเนินคดีควรได้พิจารณา
ตำรวจในฐานะเป็นด่านแรกในการกลั่นกรองคดีไม่ให้คนจนคนดีต้องถูกลงโทษทางอาญาโดยไม่จำเป็น ต้องทบทวนการวินิจฉัย เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและปรับปรุงวิธีปฏิบัติให้สอดคล้องกัน เพราะเป้าประสงค์ในการผลักดันกฎหมายนี้ ก็เพื่อเอาผิดกับกลุ่มผู้ประกอบการผลิตสินค้าเถื่อนรายใหญ่ ไม่ใช่ใช้ดุลพินิจทำร้ายคนหาเช้ากินค่ำ
ถึงที่สุดอาจต้องพิจารณาปรับแก้กฎหมายให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องตามเจตนารมณ์







