
ผลคำถามพ่วง
มีหลายคนถามไถ่กันตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงที่ต่างก็ผ่านความเห็นชอบ
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
มีหลายคนถามไถ่กันตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงที่ต่างก็ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ด้วยกันทั้งคู่จะลงเอยกันอย่างไร สิ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือการดำเนินการให้ทั้งสองมาผสานกันแล้วเดินต่อไปได้นั้น จะต้องอาศัยอะไรเป็นหลัก ซึ่งถ้าลองหาดูก็คงจะไม่พ้นมาตรา 37/1 ของรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 ที่กำหนดไว้ว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ และประเด็นเพิ่มเติม (ที่เราเรียกกันว่าคำถามพ่วง) ได้รับความเห็นชอบด้วย ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ
เมื่อหน้าที่เป็นเช่นที่กล่าวไปนั้น ก็ต้องมาดูกันว่าคำถามพ่วงเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติส่วนใดของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรายละเอียดของคำถามพ่วงคงจะไม่พูดถึงกันอีก แต่ส่วนหนึ่งของคำถามพ่วงนั้นมุ่งเป้าไปที่บทเฉพาะกาล นั่นคือ จะไม่มีอะไรไปกระทบบทหลัก ดังนั้นเมื่อพิจารณาบทเฉพาะกาลแล้ว ก็พบว่าที่เกี่ยวข้องเพียงพอที่จะดำเนินการให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่างร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงได้ ก็คงจะเป็นมาตรา 272 ของร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเมื่อพิจารณาถ้วนถี่แล้ว กรธ.จึงได้ร้อยเรียงถ้อยคำของคำถามพ่วงมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญผนวกกับถ้อยคำเดิมของร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีการปรับเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับทั้งสองสิ่งที่ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ ดังนี้
“มาตรา 272 ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้”
พิจารณาโดยรวมจะมีบทหลักกับข้อยกเว้นซึ่งต่างก็ใช้เฉพาะกาล แต่ต่างกันบทหลักอยู่ในวรรคหนึ่งใช้ 5 ปีแรก เริ่มจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลที่พรรคได้แจ้งไว้ แล้วก็รับรอง จากนั้นรัฐสภาลงมติ หากได้มติเกินกึ่งของรัฐสภาก็ได้นายกรัฐมนตรี หากไม่ได้ก็คงจะมาขอยกเว้นตามวรรคสอง หากได้รับการยกเว้น ก็กลับไปที่วรรคหนึ่ง แต่คราวนี้ไม่จำเป็นต้องเสนอบุคคลที่ได้เคยแจ้งไว้ แต่ข้อยกเว้นนี้ใช้ได้เพียงวาระเริ่มแรกหรือวาระเดียวเท่านั้น







