
ทำไมต้อง Ceritalah Asean?
ในเดือน พ.ค. 1998 ซึ่งค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียกำลังวิกฤตอย่างหนัก และกรุงจาการ์ตาเกิดการจลาจลทางเชื้อชาติครั้งใหญ่ขึ้น บรรดานักธุรกิจและเจ้าของกิจการชาวจีน-อินโดนีเซีย ต่างตกเป็นเป้าหมายในเหตุความวุ่นวายดังกล่าว
ในเดือน พ.ค. 1998 ซึ่งค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียกำลังวิกฤตอย่างหนัก และกรุงจาการ์ตาเกิดการจลาจลทางเชื้อชาติครั้งใหญ่ขึ้น บรรดานักธุรกิจและเจ้าของกิจการชาวจีน-อินโดนีเซีย ต่างตกเป็นเป้าหมายในเหตุความวุ่นวายดังกล่าว
ที่เมืองโซโลห่างออกไปทางตะวันออกราว 556 กิโลเมตร จากเมืองหลวง สุมาร์โตโน ฮาดิโนโต นักธุรกิจเชื้อสายจีนกำลังวิตกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั่วทั้งเมืองต่างเงียบสงัดอย่างผิดสังเกต และสุมาร์โตโนก็รู้ว่ากำลังเกิดความผิดปกติบางอย่าง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง โฮมออฟฟิศของเขาก็ถูกโจมตี ถูกปล้นสะดม และตกอยู่ในกองเพลิง โชคดีที่เจ้าตัวยังสามารถหนีออกมาจากฝูงชนที่โกรธแค้นได้ จากช่องเล็กๆ หลังบ้านที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
10 ปีต่อมา ผมได้พบเขาเป็นครั้งแรกเพื่อขอสัมภาษณ์เรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้น แม้สุมาร์โตโนจะยังคงจำเรื่องราวเมื่อปี 1998 ได้อย่างแจ่มชัด แต่เจ้าตัวซึ่งเป็นคนมองโลกในแง่ดี กลับไม่ติดใจในอดีต และกลายเป็นคนที่มีความเชื่ออย่างหนักแน่นในการ “ก้าวไปข้างหน้า” แทน
สุมาร์โตโนกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการระดมทุนจากเพื่อนนักธุรกิจอินโดนีเซียเชื้อสายจีนด้วยกัน เพื่อทำแคมเปญจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และรถพยาบาลตามชุมชนต่างๆ เพราะเขารู้ดีว่าการจะเชื่อมสัมพันธ์ทางเชื้อชาติที่ดีนั้น ต้องมาจากการอุทิศตนและการถ่อมตน
ไม่เพียงเท่านี้ เจ้าตัวยังมองว่าเมืองโซโลนั้นโชคดี ที่มีนายกเทศมนตรีซึ่งผันตัวจากนักธุรกิจหนุ่มมาสู่นักการเมืองหัวปฏิรูป สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจกลับมาสู่เมืองที่เคยแตกแยกได้สำเร็จ
6 ปีต่อมา ผมมีโอกาสกลับไปที่เมืองโซโลอีกครั้งเพื่อสัมภาษณ์สุมาร์โตโน แต่ครั้งนี้มีสื่อโทรทัศน์ไปด้วย บรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยป้ายหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งบังเอิญว่าอดีตนายกเทศมนตรีของเมืองโซโลในครั้งนั้น กลับกลายมาเป็นหนึ่งในผู้สมัครศึกเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ด้วย
เราถ่ายทำการสัมภาษณ์ฉากสุดท้ายเป็นภาพฝูงชนที่เบียดเสียดกันนับหมื่นคนบนท้องถนนในโซโล เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่เต็มไปด้วยแสงสีและการประดับประดาโคมไฟจนสว่างไสวไปทั่วเมือง
เพียงไม่กี่เดือนถัดมา โจโก วิโดโด อดีตนายกเทศมนตรีโซโล ก็ได้รับการประกาศชัยชนะในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี พร้อมกับที่กรุงจาการ์ตาได้ผู้ว่าการที่เป็นคนเชื้อสายจีนเป็นครั้งแรก เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องที่นับว่าไม่ธรรมดา ซึ่งแม้กระทั่งผ่านมาแล้ว 2 ปี ผมก็ยังรู้สึกทึ่งกับเรื่องเหล่านี้อยู่
นับเป็นอีกครั้งที่เรื่องราวอันน่าแปลกใจทว่างดงามในอาเซียนเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ และหากโชคดีพอคุณก็สามารถพบเห็น “เรื่องราว” (ภาษามลายูเรียกว่า เซริตา Cerita) เหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด และทั้งหมดนี้ก็คือCeritalah ซึ่งอาจแปลได้คร่าวๆ ว่า “เล่าเรื่องให้ฟัง”
เรื่องราวเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่เคยผ่านหูผ่านตาตามร้านกาแฟทั่วไปมาก่อน ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ว่าเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ย่อมมีผลตามไปสู่เรื่องอื่นตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ผมเขียนคอลัมน์เหล่านี้มากว่า 20 ปี โดยหลักๆ แล้วเป็นเรื่องในมาเลเซียซึ่งเป็นบ้านของผมเอง ทว่าบ่อยครั้งก็ข้ามไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย เพราะการบอกเล่าเรื่องราวนั้นไม่มีพรมแดนขวางกั้น ซึ่งคุณอาจยังสัมผัสได้ไม่ถึงแก่นของกรุงกัวลาลัมเปอร์และพลวัตที่หมกมุ่นทางเชื้อชาติของที่นี่ จนกว่าคุณจะใช้เวลาเดินทางไปเห็นทั้งภูมิภาคมากพอ
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคแห่งเบร็กซิตและทรัมป์ครองเมือง ขณะที่ผู้คนต่างเมินนักวิชาการผู้ทรงภูมิ คอลัมน์ “เซริ ตาลาห์ อาเซียน : Ceritalah Asean” จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวชั้นต้นต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะเน้นไปยังเรื่องทางทะเลในอาเซียน แต่ผมก็กำลังเพิ่มน้ำหนักในเวียดนาม ไทย และเมียนมามากขึ้นด้วย โดยจะบอกเล่าถึงเรื่องราวชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนในอาเซียน ตลอดจนเรื่องศิลปินและดารานักแสดงที่คนอยากรู้
พัฒนาการในช่วงต้นปีนี้ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังช่วยเพิ่มความต้องการในการเดินทางของผม ขณะที่ประสบการณ์ตรงจากการได้เห็นผลการลงคะแนนของชาวอังกฤษที่ขัดกับผลประโยชน์ของชาติตนเอง ในการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้ผมประหลาดใจอย่างมากเกี่ยวกับประสบการณ์ร่วมกันที่เรากำลังเผชิญอยู่
เรารู้หรือไม่ว่ากำลังทำสิ่งใด มีการวางแผนการเชิงกลยุทธ์ใหญ่เอาไว้หรือไม่ และเออีซีมีความเชื่อมโยงใดๆ ต่อชีวิตของพลเมืองอาเซียนทั่วไปหรือไม่
ในการแสวงหาความหมายของคำถามใหญ่เหล่านี้ ผมตัดสินใจลงมือดำเนินการบางอย่าง และดูว่าจะมีสิ่งใดนอกเหนือจากถ้อยคำทางการทูตธรรมดาที่ผูกพันเราไว้หรือไม่
แล้วอาเซียนเราจะเป็นเพียงแค่วงประชุมที่ตั้งอยู่ระหว่างอินเดียและจีน (ซึ่งถูกเพิกเฉยจากประเทศแรก และกำลังกลัวประเทศที่สอง) หรือมีสิ่งที่ชาวอินโดนีเซียเรียกว่า “เบนัง เมราห์” หรือด้ายแดงที่ผูกพันเราเป็นหนึ่งเดียวกันหรือไม่
ขณะที่ Ceritalah คือประเด็นที่ผมกำลังจับตาดู ลงมือทำ รู้สึก และคิดออกมา ผมหวังว่ามันจะเป็นบางสิ่งที่ได้รับการแบ่งปัน มีปฏิสัมพันธ์ และตระหนักร่วมกัน
เพราะที่สุดแล้ว มันเป็นเรื่องราวของเราที่ผูกพันเราไว้ด้วยกัน และทำให้เราเป็นมนุษย์







