
นิวปางโหลง
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในเดือน ส.ค.นี้ นับเป็นเดือนที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมามีความน่าสนใจเกิดขึ้นหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมาทุกคนคงทราบดีถึงความฮอตของเมียนมาในแง่การดึงดูดการค้าและการลงทุนใหม่ๆ ภายหลังเปลี่ยนจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ล่าสุด ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางภาพคนหนุ่มสาวที่พร้อมใจกันไล่จับโปเกมอนอยู่นอกวัดชเวดากอง
ทุกฝ่ายต่างก็วาดฝันว่าเมียนมาในยุคของอองซานซูจี ผู้นำหลังม่านที่แท้จริงจะเปิดกว้างรับการพัฒนาจากฝั่งตะวันตกได้อย่างรวดเร็วและนำความรุ่งเรืองกลับมาอีกครั้ง จากเดิมที่รัฐบาลทหารเน้นการค้าการลงทุนกับจีนและอาเซียนเป็นหลัก นำโดยกลุ่มน้ำมัน ก๊าซ และทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม การพูดถึงอนาคตที่สดใสของเมียนมาคงไม่มีทางสมบูรณ์ หากลืมจิ๊กซอว์ที่สำคัญอย่าง “กลุ่มชาติพันธุ์”
เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์หลักๆ นับสิบกลุ่ม เช่น ไทยใหญ่ กะฉิ่น และกะเหรี่ยง ทำให้เมียนมายังไม่มีความเป็นเอกภาพอย่างแท้จริง และรัฐบาลพลเรือนของซูจีก็ยังไม่สามารถเข้าไปแตะต้องเรื่องความมั่นคงที่อยู่ในมือของทหารได้ ยังไม่นับรวมเรื่องการลงทุนและการค้าในประเทศที่ต้องคุยกับหลายกลุ่ม หากจะไปยังพื้นที่ในเขตอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อย
รัฐบาลเมียนมาจะฟื้นการประชุมใหญ่กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการประชุม “ปางโหลงแห่งศตวรรษที่ 21” ขึ้นที่กรุงเนย์ปิดอว์ ในวันที่ 31 ส.ค.นี้ เพื่อรื้อฟื้นกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างชนกลุ่มน้อยที่ล้มเหลวมานานหลายทศวรรษ นับตั้งแต่การประชุมสนธิสัญญาปางโหลงในสมัยนายพลอองซาน ผู้เป็นพ่อ เมื่อปี 2489
ในการประชุมครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นการประชุมใหญ่ที่ได้รับการจับตาไปทั่วโลก เพราะนอกจากจะมีหัวเรือใหญ่ของยูเอ็น บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติมาร่วมด้วย และเป็นครั้งแรกในการเดินทางเยือนเมียนมาแล้ว ก็ยังเป็นการฟื้นเจรจาสันติภาพครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี ที่ท้าทายอองซานซูจี ความหวังของคนทั้งประเทศอย่างยิ่ง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ซูจีจะเลือกเดินทางเยือนจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อหารือถึงบรรดาประเด็นปัญหาที่คาบเกี่ยวหลายเรื่องระหว่างพรมแดน-ชนกลุ่มน้อย ความมั่นคง เศรษฐกิจ จนถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าการเยือนจีนของซูจีต่างจากของหลายๆ ประเทศ ซึ่งมักจะจบลงด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจมหาศาล ต่างจากซูจีที่มุ่งประเด็นอันซับซ้อนกว่า และผู้นำจีนเองก็รับปากว่าจะสนับสนุนกระบวนการเจรจาสันติภาพของเมียนมา
เมื่อวานนี้ ซูจียังประกาศแต่งตั้งให้ โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติชาวกานา เป็นประธานคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาชาวมุสลิมโรฮีนจา ในรัฐยะไข่ หรือเป็น 1 ใน 3 ชาวตะวันตกที่อยู่ในคณะกรรมาธิการทั้ง 9 คน เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ได้ละทิ้งปัญหานี้ หลังจากที่นิ่งมานานจนเริ่มถูกสื่อตะวันตกตั้งคำถาม
การรวมชาติที่คนรุ่นพ่อทำไม่ได้และฝ่ายเมียนมาฉีกสัญญาทิ้ง จนนำไปสู่การห้ำหั่นกันหลายสิบปี ถือเป็นความท้าทายหลักที่ไม่มีใครคาดหวังเช่นกันว่า ลำพังเพียงซูจีจะเป็นฮีโร่ที่ทำได้ แต่อย่างน้อยที่สุดนี่ก็เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นให้หันหน้ามาคุยกันที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีมานี้เช่นกัน







