posttoday
ความศักดิ์สิทธิ์แห่งที่มานายกรัฐมนตรีไทย

ความศักดิ์สิทธิ์แห่งที่มานายกรัฐมนตรีไทย

24 สิงหาคม 2559

โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม  กาญจนสุวรรณ

โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม  กาญจนสุวรรณ

มงเตสกิเออ เจ้าพ่อนักคิดหลักการถ่วงดุลอำนาจอธิปไตย กล่าวถึง หลักการใช้อำนาจสูงสุดจะให้มีลักษณะไปในทิศทางใดหรือขอบเขตแห่งอำนาจมีอยู่แค่ไหนเพียงใด ให้พิจารณาถึงเจตนารมณ์แห่งกฎหมายว่าได้บัญญัติไว้อย่างไร 

นอกจากนี้ ผมคิดว่า “ความชอบธรรมทางการเมือง” ที่ผ่านกระบวนการ “การออกเสียงประชามติ” จะเป็นแรงหนุนเสริมให้ความต้องการของประชาชนหรือฉันทามติของประชาชน ซึ่งจะต้องดำรงอยู่และเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดอันนำไปสู่การพินิจการเมืองในครั้งนี้ถึง “ที่มานายกรัฐมนตรีไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปและภายใต้ว่าที่รัฐธรรมนูญฉบับถาวร” เพื่อเจตนารมณ์ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ทางการเมืองได้ดังนี้

1.เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ตามมาตรา 37 เน้นการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเรื่องอื่นรวม 11 ประเด็น รวมทั้งนโยบายบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เน้นการปฏิรูปประเทศ และริเริ่มการใช้ยุทธศาสตร์เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ และแน่นอนว่าทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเนื้อหาเชิงปฏิรูปประเทศ

ดังนั้น เพื่อการขับเคลื่อนไม่ให้เสียของและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงออกแบบให้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ผ่านประชามติ มีผู้รับไม้ต่อนั้นก็คือ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลในมาตรา 269 และมาตรา 270 ต้องดำเนินการให้ต่อไประยะเวลา 5 ปี ตามคำถามเพิ่มเติมที่ผ่านประชามติเช่นกัน อธิบายแบบนี้เพื่อแสดงให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ทั้งกฎหมายและการออกเสียงประชามติที่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปประเทศที่มีความต่อเนื่องจาก สปท.นั่นเอง (ทฤษฎีควรเป็นแบบนี้แต่เวลาได้สมาชิกวุฒิสภาใหม่มาไม่รู้ว่าสมาชิกวุฒิสภาใหม่จะรับลูกต่อได้หรือไม่ 55555)

2.ผลคะแนนการออกเสียงประชามติในประเด็นที่ 1 เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 61.57 เปอร์เซ็นต์ และในประเด็นที่ 2 เห็นด้วยกับคำถามเพิ่มเติม 58.28 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ทางการเมืองที่เป็นไปตามครรลองของหลักเสียงข้างมาก และทำให้เกิดความชอบธรรมทางการเมืองของทุกฝ่ายและมีความผูกพันกับทุกคนในรัฐชาติ และ ณ ขณะนี้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็กำลังแก้ไขมาตรา 272 เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และให้ศาลรัฐธรรมนูญอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ ประเด็นร้อนที่เป็นเรื่องที่น่าจะสงบลงบ้างแล้ว คือ การตีความคำถามเพิ่มเติมที่หมิ่นเหม่อาจขัดกับความรู้สึกหรือเจตนารมณ์ของผลการประชามติ

กล่าวคือ การให้บทบาทของสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี อันเป็นลักษณะบทบาทกำหนดผู้นำประเทศโดยตรงนั้นหมายความว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้งจำนวน 500 คน ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาบทเฉพาะกาล จำนวน 250 คน ทำให้รัฐสภามีสมาชิก จำนวน 750  คน นายกรัฐมนตรีจะต้องได้เสียงสนับสนุนเกิน 376 เสียง จึงถือได้ว่าได้รับความเห็นชอบ

นอกจากนี้ ตามความเข้าใจตีความแบบชาวบ้านทั่วไป คือ นายกรัฐมนตรีที่ถูกเสนอจะต้องมาจาก มาตรา 88 ตามบัญชีรายชื่อ 3 คนของพรรคการเมืองนั้นๆ ที่นำเสนอตั้งแต่ต้นน้ำ ทำให้ประชาชนได้เห็นหน้าค่าตาตั้งแต่แรก เสมือนประชาชนได้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว อย่างน้อยก็ได้เห็นว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกและซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คนและสมาชิกวุฒิสภา 250 คนพิจารณาร่วมกันตามบัญชีของพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25 ที่นั่งในสภาซึ่งเรียกว่าแบบ “ก๊อก 1”

3.และหากที่ประชุมรัฐสภาตกลงกันไม่ได้ ไม่สามารถหาว่าที่นายกรัฐมนตรีได้นั้นหมายความว่าบัญชี 3 ชื่อของพรรคการเมืองไม่มีผู้ใดได้เสียงเกิน 376 คน เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้หาทางออกให้มีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนอกเหนือบัญชี 3 รายชื่อ ของพรรคการเมืองได้กล่าวกันง่ายๆ คือ “คนนอก” มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ที่แน่ๆ “คนนอก” คือ บุคคลที่ไม่ได้มาจากกระบวนการเลือกตั้ง การนำวิธีการนี้มาเรียกกันง่ายๆ ว่า “ก๊อก 2” คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500+สมาชิกวุฒิสภา 250 ร่วมกันเสนอชื่อคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี อันทำให้เป็นทางออกผ่าทางตันให้กับระบบการเมือง และที่สำคัญแนวคิดนี้คือการอธิบายตามเจตนารมณ์คำถามเพิ่มเติมที่ผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้วเท่ากับว่าสังคมการเมืองไทยยินยอมให้มีคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้แต่ต้องเป็นก๊อก 2 เท่านั้น

4.อย่างไรก็ตาม หากมีการตีความให้บทบาทสมาชิกวุฒิสภา 250 มาทำหน้าที่ก๊อก 1 คือ “ประชุมร่วมพิจารณา” และสามารถ “เสนอชื่อ” นายกรัฐมนตรีได้พร้อมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ในมาตรา 88 เป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น) และหากมีการแก้ไขมาตรา 272 ให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ได้มีบทบาทนี้เพิ่มขึ้นก็เกรงว่าจะเกิดบรรยากาศทางการเมืองที่ถดถอยเข้าป่า บรรยากาศตามพฤษภาทมิฬอาจกลับมาอีก “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ล้วนแล้วแต่เป็นการไม่ซื่อตรงกับประชาชนไม่ทำตามสัญญาประชาคม โดยเฉพาะการออกเสียงประชามติที่ให้คะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญ 61 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าคะแนนคำถามพ่วง 58 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นการยืนยันว่ามาตรา 88 มีความสำคัญที่ต้องการให้ที่มาของนายกรัฐมนตรีต้องมาจากบัญชีรายชื่อ 3 คน จากพรรคการเมืองเท่านั้น ในเบื้องต้นมิใช่ให้สมาชิกวุฒิสภา 250 เสนอชื่อได้ด้วยเลย ดังนั้น การแก้ไขมาตรา 272  ให้บทบาทของวุฒิสภาเข้ามาร่วมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีโดยตรงได้ด้วย เท่ากับเป็นการลดทอนคุณค่าของมาตรา 88 อันเป็นหัวใจที่ต้องการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของประชาชน  ดังนั้น หากสมาชิกวุฒิสภา 250 ส่งชื่อคนนอกเข้ามาแข่งขันประชุมพิจารณาร่วมกันก็เท่ากับกำลังล้มล้างเจตนารมณ์แห่งกฎหมายและนำมาซึ่งความขัดแย้ง

สรุปที่มาของนายกรัฐมนตรีไทยตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแนวทางแบบ “ก๊อก 1” ไม่ได้จึงไป “ก๊อก 2” ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบรรยากาศของการเมืองในวันข้างหน้า จึงต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้การสร้างประชาธิปไตยไม่สะดุดอีก ไม่ว่าจะเป็น “ก๊อก 1” หรือ “ก๊อก 2” ก็ต้องย้ำว่าอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี กำลังไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยถึงแม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่ก็ผ่านผลประชามติที่มีความชอบธรรมทางการเมืองไปแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน