posttoday
ประกันค่าหมอข้าราชการ ปิดช่องรั่วไหลเงินภาษี

ประกันค่าหมอข้าราชการ ปิดช่องรั่วไหลเงินภาษี

24 สิงหาคม 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาลุยไฟหาทางบริหารงบประมาณการรักษาพยาบาลข้าราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการศึกษาจ้างบริษัทประกันเข้ามาดูแล เพื่อลดภาระงบประมาณในส่วนนี้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้สิทธิการรักษาพยาบาลข้าราชการลดลง โดยค่าประกันจะต้องไม่เกิน 6 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับข้าราชการในปัจจุบัน
ซึ่งเชื่อว่ามีบริษัทประกันหลายแห่งสนใจ เพราะเป็นการเพิ่มฐานลูกค้า

นอกจากนี้ เชื่อว่าการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่สูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นการเบิกที่เกินความจำเป็น แต่ระบบของราชการไม่มีกำลังคนมากพอที่จะไปตรวจสอบรายละเอียด การจ้างบริษัทประกันที่มีเครื่องไม้เครื่องมือและระบบที่ดีกว่า สามารถลดส่วนที่ไม่จำเป็น เพื่อเป็นกำไรของบริษัทประกัน ทำให้บริษัทประกันน่าจะสนใจเข้ามาทำในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม การทำประกันค่ารักษาพยาบาลข้าราชการได้พูดกันมานานหลายรัฐบาล แต่ไม่คืบหน้าเพราะบริษัทประกันไม่กล้าจะเข้ามารับความเสี่ยง ขณะที่รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่กล้าแตะเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะกลัวกระทบสิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดเมื่อเทียบกับการรักษาพยาบาลในระบบอื่น

จากการทำวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เรื่อง การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ พบว่า ในปี 2556 กองทุนสวัสดิการข้าราชการ ดูแลประชากรในระบบประมาณ 5 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด 5.95 หมื่นล้านบาท

ขณะที่กองทุนประกันสังคม ดูแลประชากรในระบบ 11 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ประกันตน ทั้งหมด 3.41 หมื่นล้านบาท และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแลประชากรในระบบมากที่สุด คือ 49 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้มีสิทธิ 1.41 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้รวมเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ 3.27 หมื่นล้านบาท คงเหลือเป็นเงินกองทุน 1.07 แสนล้านบาท

เมื่อคิดเป็นค่ารักษาพยาบาลต่อหัวต่อปี พบว่าสวัสดิการข้าราชการ คนละ 12,534 บาท กองทุนประกันสังคม (ผู้ประกันตน) คนละ 3,276 บาท และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) คนละ 2,922 บาท

ข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นว่า ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการต่อหัว สูงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับระบบประกันสังคม และบัตรทอง ค่าใช้จ่ายที่สูงนี้นอกจากเป็นการเบิกค่ารักษาพยาบาลตามปกติ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากการเบิกจ่ายที่เกินความจำเป็น รวมทั้งการทุจริตมีเวียนเทียนของข้าราชการด้วยการไปหาหมอหลายโรงพยาบาลทุกสัปดาห์ในโรคเดียวกันเพื่อขอยาแพงๆ จำนวนมาก และนำไปขายต่อ โดยกรมบัญชีกลางเคยตรวจพบและเอาผิดกับข้าราชการดังกล่าว โดยบางรายเบิกจ่ายค่ายาถึงกว่า 1 ล้านบาท ทำให้เกิดความเสียหายไม่น้อยจนต้องหาทางปิดช่องรั่วไหลนี้ให้ได้

นอกจากนี้ ในปี 2545 ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการอยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันผ่านมา 15 ปี ค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่กว่าปีละ 6 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่า บางปีงบค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่เป็นผู้ป่วยนอกถึงปีละ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ 80% เป็นค่ายา ที่ส่วนใหญ่เป็นยานอกบัญชีหลัก ราคาแพง

ขณะเดียวกัน ยังพบว่างบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่ตั้งไว้แต่ละปีต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ต้องมีการเบิกจ่ายจากเงินคงคลังมาจ่ายเพิ่มทุกปี ส่งผลให้ในปีต่อๆ ไป รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณมาชดใช้เงินคงคลัง

แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะพยายามรัดเข็มขัดค่ารักษาพยาบาล แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากข้าราชการจำนวนมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดปี 2553 กรมบัญชีกลาง ห้ามเบิกจ่ายกลุ่มยา SYSADOA (กลูโคซามีน คอนดรอยตินซัลเฟต และไดอะเซอเรน) ทุกรูปแบบ และกลุ่มยาฉีดเข้าข้อบรรเทาอาการข้อเสื่อม (ไฮยาลูโรแนนและอนุพันธ์) และไม่ให้คณะกรรมการแพทย์ของสถานพยาบาลออกหนังสือรับรองการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติกลุ่มดังกล่าว เพราะเห็นว่าไม่ใช่ยา แต่เป็นวิตามินเสริม

แต่ปรากฏว่า มีข้าราชการคัดค้าน รวมถึงแพทยสภา โดยเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วย กระทั่งสมาคมข้าราชการพลเรือนอาวุโสยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และปี 2558 ศาลปกครองมีคำสั่งถึง
ที่สุดให้เพิกการสั่งห้ามของกระทรวงการคลังดังกล่าว

ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้บริษัทประกันเอกชน ไม่กล้าเข้ามาทำประกันรักษาพยาบาลข้าราชการ เพราะถึงได้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น 5 ล้านราย แต่ความเสี่ยงจากการบริหารต้นทุนที่ข้าราชการต้องได้สิทธิที่ไม่ลดลงจากเดิมที่ได้รับไม่อั้น มีความเสี่ยงจะขาดทุน หรือเข้าเนื้ออย่างมาก

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาล่าสุดของกระทรวงการคลัง ร่วมกับบริษัทประกัน มีแนวคิดผ่าทางต้นปัญหาดังกล่าว ด้วยการทำประกันรักษาพยาบาลประกับข้าราชการกลุ่มที่เข้ามาใหม่เท่านั้น เพื่อไม่ให้ไปกระทบกับสิทธิของข้าราชการเดิม เหมือนการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ใช้บังคับกับข้าราชการใหม่เท่านั้น

แนวทางการทำประกันข้ารักษาพยาบาลกับข้าราชใหม่ แม้ว่าจะไม่ได้ลดค่าใช้จ่ายลงได้จำนวนมากในทันที แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในระยะยาวที่จะได้เห็นแนวทางการบริหารค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ลงตัวกับทุกฝ่ายคือรัฐบาลประหยัดงบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการได้ในระยะยาว ข้าราชการใหม่ที่จะเข้าทำงานก็ต้องยอมรับสิทธิการรักษาพยาบาลว่าได้ไม่เหมือนกับข้าราชการเก่า คณะที่ฝ่ายการเมืองก็น่าจะให้การสนับสนุน เพราะไม่กระทบกับคะแนนเสียงและความนิยม เนื่องจากไม่ได้กระทบกับราชการเก่ารวมถึงบุคคลในครอบครัวที่มีสูงถึง 5 ล้านคน

ดังนั้น การประหยัดงบค่ารักษาพยาบาล โดยจ้างบริษัทประกันเข้ามาดูแลเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ประหยัดเงินงบประมาณ แต่การดำเนินการต้องตัดสินใจรอบคอบและวางระบบให้ดี ซึ่งการเริ่มกับข้าราชการใหม่ถือเป็นแนวทางที่เห็นสว่างที่ปลายอุโมงค์ ช่วยลดค่ารักษาพยาบาลข้าราชการในอนาคตลงได้ แม้จะต้องใช้ระยะเวลานานก็ตาม

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69