
โอน12รัฐวิสาหกิจใน180วัน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า จุดประสงค์ของร่างกฎหมายพัฒนารัฐวิสาหกิจ คือ การพัฒนาและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจของประเทศไทยมีการพัฒนาที่ดีขึ้นและมีความโปร่งใส ถือว่าเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า จุดประสงค์ของร่างกฎหมายพัฒนารัฐวิสาหกิจ คือ การพัฒนาและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจของประเทศไทยมีการพัฒนาที่ดีขึ้นและมีความโปร่งใส ถือว่าเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ประกอบไปด้วย 6 ส่วน ได้แก่ 1.การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ขึ้นมาเป็นคณะกรรมการระดับชาติขึ้นตามกฎหมาย เพื่อกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจให้ดำเนินงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยการตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบายรัฐวิสาหกิจขึ้นเป็นคณะกรรมการภายใต้ พ.ร.บ. ซึ่งกำหนดการจัดตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการและมีสถานะชัดเจนกว่าเดิมที่อยู่ภายใต้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้รูปแบบการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจสามารถคงอยู่ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมามีการทำงานไปคนละทิศละทาง เพื่อกำหนดนโยบายให้ความต่อเนื่อง
ส่วนที่ 2 ให้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 5 ปีเป็นครั้งแรก เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกภาพ ชัดเจน และต้องเชื่อมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติด้วย ส่วนที่ 3 การมีกลไกสร้างความโปร่งใส โดยเปิดเผยข้อมูลและให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ
โดยกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มาเป็นมาตรฐาน
เอกนิติ กล่าวว่า ส่วนที่ 4 มีความสำคัญคือการมีกระบวนการคัดเลือกกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจ ที่โปร่งใสและได้มาตรฐาน โดยการกำหนดสมรรถนะหลักเพื่อให้ได้คนดีและคนเก่งมาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่เหมือนอดีตที่นักการเมืองเสนอชื่อใครก็ได้ขึ้นมาลอยๆ และมักเข้ามาหาผลประโยชน์ โดยกระบวนการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีทั้งคณะกรรมการสรรหาแล้วส่งต่อไปคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนเสนอรายชื่อไม่น้อยกว่า 2 เท่าของจำนวนกรรมการที่ต้องการหรือที่ว่างลงก่อนส่งให้กระทรวงเจ้าสังกัด หรือ ครม. แต่งตั้ง กล่าวคือ อำนาจแต่งตั้งนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่เปลี่ยนกระบวนการสรรหาคณะกรรมการให้โปร่งใสขึ้น
ในส่วนของผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองนั้น จะประกอบด้วยอดีตข้าราชการระดับสูงที่รู้กลไกการทำงานของรัฐวิสาหกิจมาเป็นกรรมการคัดเลือก เช่น อดีตปลัดหรือรองปลัดกระทรวงการคลัง อดีตเลขาฯ หรือรองเลขาฯ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อดีตผู้ว่าการ หรือรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อดีตผู้อำนวยการ สคร. มาเป็นคณะกรรมการกลั่นกรอง
“กระบวนการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจจะต้องมีทั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อกำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสมกับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดของการไฟฟ้า ควรสรรหาให้ตรงกับคุณสมบัติของกรรมการในบอร์ดให้ตรงกัน เพื่อไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงได้” เอกนิติ กล่าว
ส่วนที่ 5 การพัฒนาระบบประเมินผล ให้สามารถวัดผลการดำเนินงานตามแผนและนโยบาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก ซึ่งถ้าหากรัฐบาลสั่งให้ทำอะไรที่นอกเหนือจากยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีวิธีการชดเชยชัดเจน และจัดทำบัญชีเป็นการเฉพาะแยกจากบัญชีงบประมาณปกติ ซึ่งจะแก้ปัญหาเดิมที่รัฐบาลสั่งให้ทำเรื่องที่เป็นนโยบายประชานิยมโดยไม่มีการชดเชยและเปิดเผยข้อมูล
ส่วนที่ 6 กำหนดให้มีการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (โฮลดิ้ง) เพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจและพัฒนารัฐวิสาหกิจในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุก (Active Shareholder) ใน 12 รัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มบริษัทที่มีหุ้นและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ได้แก่ บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย บริษัท อสมท ธนาคารกรุงไทย และกลุ่มบริษัทที่มีหุ้นแต่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ขนส่ง บริษัท ไปรษณีย์ไทย บริษัท ธนารักษ์พัฒนา บริษัท อู่กรุงเทพ และ บริษัท สหโรงแรมไทย
เอกนิติ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการโอนรัฐวิสาหกิจทั้ง 12 แห่งเข้ามาอยู่ในซูเปอร์โฮลดิ้ง จะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาอีกครั้ง แต่ตามกฎหมายฉบับนี้จะต้องโอนทั้ง 12 แห่งเข้ามาภายใน 180 วันหลังกฎหมายมีผลบังคับ และภายหลังการทำงานของโฮลดิ้งคอมปะนี ทางกระทรวงการคลังจะทำการประเมินด้วยว่าทำงานได้ดีหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรณีที่ยังมีสหภาพแรงงานของรัฐวิสาหกิจบางแห่งยังกังวลกับการปฏิรูปการกำกับรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายในที่ประชุม คนร. ให้ทำความเข้าใจว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการไม่ใช่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นการปรับปรุงการกำกับให้โปร่งใสขึ้น







