
ดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องคดีซุกหุ้นชิน
ธาริต เผย ไม่สั่งฟ้องทักษิณ-พจมาน คดีซุกหุ้นชิน หลังวิเคราะห์พยานหลักฐานเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด
ธาริต เผย ไม่สั่งฟ้องทักษิณ-พจมาน คดีซุกหุ้นชิน หลังวิเคราะห์พยานหลักฐานเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ตามที่ ก.ล.ต. ได้มีหนังสือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ให้ดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ชินวัตร) กรณีอันสืบเนื่องมาจากผลตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ระหว่างอัยการสูงสุด ผู้ร้อง กับ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งมีคำวินิจฉัยว่าหุ้น SHIN ที่ถือครองอยู่ในชื่อของบุคคลในครอบครัว , บริษัท แอมเพิลริช และบริษัท วินมาร์ค เป็นการถือครองหุ้น SHIN แทนผู้ต้องหาทั้งสอง และจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2553 ผู้ต้องหาทั้งสองได้โอนหุ้น SHIN ที่ถือครองอยู่ทั้งหมดไปให้บุคคลในครอบครัว และบริษัท แอมเพิลริช โดยได้รายงานต่อ ก.ล.ต. ว่ามีหุ้น SHIN คงเหลือศูนย์หุ้น ซึ่งก.ล.ต. มีความเห็นว่าเป็นการรายงานเท็จหรือไม่ถูกต้อง จึงได้กล่าวโทษว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2553 ตามมาตรา 246 ต้องระวางโทษตามมาตรา298
คดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบ และจากการวิเคราะห์พยานหลักฐานเห็นว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าหุ้น SHIN ที่บุคคลในครอบครัวและบริษัท แอมเพิลริช ถือครองนั้น เป็นการถือแทนผู้ต้องหาทั้งสอง จึงถือได้ว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด ผู้ต้องหาทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องรายงานตามแบบ 246-2 และการรายงานเท็จหรือรายงานไม่ถูกต้องต่อ ก.ล.ต. ดังกล่าวนั้น ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามตัวบทกฎหมายที่กล่าวโทษมา จึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง
ประเด็นที่สั่งไม่ฟ้องดังกล่าวข้างต้น ไม่เกี่ยวข้องกับในส่วนที่ ก.ล.ต. ได้มีการกล่าวโทษผู้ต้องหาทั้งสองอีก ๒ ประเด็น ว่าได้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ตามมาตรา 246 และมาตรา 247 ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หากได้ข้อเท็จจริงประการใดก็จะสรุปสำนวนการสอบสวนเสนอพนักงานอัยการพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้การพิจารณนาความเห็นดังกล่าวได้ดำเนินการในรูปของคณะพนักงานสอบสวนและมีพนักงานอัยการ เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาด้วย และมีความเห็นในแนวทางเดียวกันเป็นเอกฉันท์ ที่เห็นควรสั่งไม่ฟ้องซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้มีคำสั่งเห็นด้วยดังกล่าว







