
ของฝากจากมองโกเลีย (4)
จีนมีประสบการณ์ยาวนานในการ “จัดการ” กับชนกลุ่มน้อย ดังปรากฏว่า ชนกลุ่มน้อยในจีนนั้นมีจำนวนมากที่มี “เลือดนักสู้” และไม่ยอมศิโรราบให้แก่ชนเผ่าอื่นได้ง่ายๆ แม้ชนชาติฮั่นจะมีจำนวนมากกว่าและสร้างอารยธรรม สร้างความเป็นปึกแผ่น สร้างระบบการปกครองและสร้างกองทัพอันใหญ่โตมโหฬารไว้ทั้งป้องกันตนเองและปราบปรามผู้แข็งข้อ แต่ชนกลุ่มน้อยก็สามารถเอาชนะจนได้ครอบครองราชอาณาจักรจีนได้ยาวนานนับสิบนับร้อยปีเป็นระยะๆ
จีนมีประสบการณ์ยาวนานในการ “จัดการ” กับชนกลุ่มน้อย ดังปรากฏว่า ชนกลุ่มน้อยในจีนนั้นมีจำนวนมากที่มี “เลือดนักสู้” และไม่ยอมศิโรราบให้แก่ชนเผ่าอื่นได้ง่ายๆ แม้ชนชาติฮั่นจะมีจำนวนมากกว่าและสร้างอารยธรรม สร้างความเป็นปึกแผ่น สร้างระบบการปกครองและสร้างกองทัพอันใหญ่โตมโหฬารไว้ทั้งป้องกันตนเองและปราบปรามผู้แข็งข้อ แต่ชนกลุ่มน้อยก็สามารถเอาชนะจนได้ครอบครองราชอาณาจักรจีนได้ยาวนานนับสิบนับร้อยปีเป็นระยะๆ
นอกจากราชวงศ์หยวนที่ยึดอำนาจได้เกือบร้อยปี และราชวงศ์แมนจูที่ครอบครองประเทศได้ยาวนานถึง 272 ปีแล้ว ราชวงศ์เหลียวก็มาจากชนเผ่าเร่ร่อนที่สามารถสร้างอาณาจักรคีตัน (Khitan Empire) ซึ่งปกครองส่วนหนึ่งของจีนอยู่ยาวนานถึง 209 ปี
ในทางตรงกันข้าม ชนกลุ่มน้อยจำนวนไม่น้อย ปัจจุบันนอกจาก “สิ้นชาติ” แล้ว บางกลุ่มถึงขั้นสูญเผ่าพันธุ์ไปเลย เช่น เผ่าเซียงหนู ที่เคยรุ่งเรืองและแข็งแกร่ง จนกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นส่งหวางเจาจินไปถวายเป็นชายา เผ่าโหรหร่านซึ่งจีนนำมาผูกเรื่องราวจากตำนานของมู่หลานจนโด่งดังและอีกหลายชนชาติที่สาบสูญไปแล้ว ได้แก่ ชนชาติเย่จี (Yuezhi) หรือ หรูจี (Rouzhi) เซียนเป่ย (Xianbei) ตู้ยูหุน (Tuyuhun) ตู้เจ (Tujue) ต่างเซียง (Dangxiang) คีตัน (Khitan) และซาคา (Saka) เป็นต้น
การสูญเผ่าพันธุ์เกิดจากเหตุปัจจัยใหญ่ๆ 3 ประการ คือ สงคราม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบอบนิเวศ เช่น ความแห้งแล้งหลายปีติดต่อกัน และการสูญเสียเอกลักษณ์จากการถูกกลืนชาติ
วิธีการหนึ่งที่ผู้พิชิตฝ่ายชาวฮั่นใช้คือ การกลืนชาติชนกลุ่มน้อย การส่งชาวฮั่นจำนวนมากเข้าไปตั้งถิ่นฐานของชนกลุ่มน้อย ด้วยความเชื่อว่าด้วยวัฒนธรรมและอารยธรรมที่แข็งกว่าของชนชาติฮั่น จะค่อยๆ กลืนชาติชนกลุ่มน้อย ทั้งด้วยการแข่งขันในการประกอบอาชีพ และการแต่งงานระหว่างชนชาติ วิธีการดังกล่าวนี้เริ่มตั้งแต่สมัยราชวังศ์ฉิน หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้สามารถรวมอาณาจักรจีนได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 322 จิ๋นซี “จัดการ” กับปัญหาชนกลุ่มน้อยในเขตมองโกเลียในด้วย 4 มาตรการ คือ 1) ส่งนายพลเหมิงเตียนเข้าไปขับไล่ชนชาติเซียงหนูออกจากอาณาบริเวณนั้น 2) เชื่อมกำแพงเมืองจีนครั้งใหญ่เพื่อป้องกัน “อนารยชน” จากทางเหนือ 3) คงกองทัพไว้สองกองทัพในสองเขตนั้น และ 4) ส่งชาวฮั่นราว 3 หมื่นคน เข้าไปอยู่ในพื้นที่
การอพยพชาวฮั่นเพื่อเข้าไปเบียดแทรกอยู่ในอาณาจักรเดิมของชนชาติอื่นเป็นงานใหญ่และงานยาก หลังอาณาจักรจิ๋นซีล่มสลายในปีพ.ศ. 337 นโยบายนี้ได้ระงับไป แต่ก็มีการรื้อฟื้นต่อมาอีกในสมัยราชวงศ์สุย (พ.ศ. 1124-1161) และราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450) และระงับไปอีกครั้งหลังจากราชวงศ์ถังล่มสลาย ต่อมาชนชาติกลุ่มน้อยสามารถเอาชนะได้หลายช่วง และมีการอพยพผู้คนจากชนชาติส่วนน้อยกลับเข้ามา โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ไม่สงบครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2182 มีชาวมองโกลจำนวนมากไหลทะลักจากมองโกเลียนอกเข้ามาอยู่ในมองโกเลียใน ทำให้มองโกเลียในกลายเป็นศูนย์กลางทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมของชาวมองโกลต่อมายาวนาน
นโยบายอพยพชนชาติฮั่นเข้าไปในดินแดนของชนกลุ่มน้อยและการจัดตั้งเขตมองโกเลียใน ซึ่งรวบรวมอีกหลายจังหวัดที่มีชาวฮั่นอยู่เป็นส่วนใหญ่เข้ามาอยู่ในเขตปกครองเดียวกัน ทำให้ทั้งเขตมองโกเลียในมีชนกลุ่มน้อยอยู่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น เขตมองโกเลียใน ซึ่งมีชื่อว่า “มองโกเลีย” แต่แท้จริงแล้วมีชนชาติมองโกลอยู่เพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 รัสเซียเข้ายึดครองมองโกเลียนอก มีความพยายามของชาวมองโกเลียในที่ต่อสู้อย่างเป็นขบวนการ เพื่อให้มองโกเลียในเข้าไปผนวกรวมกับมองโกเลียนอก แต่เพราะชาวมองโกลมีเพียง 15% ของประชากรในมองโกเลียใน แม้ขณะนั้นจีนจะอยู่ในภาวะระส่ำระสาย รัฐบาลก๊กมินตั๋งอ่อนแอ ใกล้จะพ่ายแพ้แก่กองทัพประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว ความพยายามที่จะแยกมองโกเลียในออกไปรวมอยู่กับมองโกเลียนอกล้มเหลว มองโกเลียในจึงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของจีนสืบมาจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ดี จีนตระหนักดีว่า แม้ชาวมองโกลจะเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย มีประชากรเพียงร้อยละ 15 ในเขตมองโกเลียในทั้งหมด แต่จะปกครองชาวมองโกลเหมือนอย่างปกครองชนชาติฮั่นย่อมไม่ได้ จึงจำเป็นต้องจัดตั้งเป็น “เขตอิสระ” โดยสถาปนา “เขตอิสระมองโกเลียใน” ขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2490 ในสมัยรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ก่อนสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน 2 ปี
แนวคิดในการให้อิสระแก่ชนชาติกลุ่มน้อยมีส่วนสำคัญในการปกครองตนเองนี้มิใช่แนวคิดใหม่ เมื่อขงเบ้งพิชิตเบ้งเฮ็กได้ หลังจากเอาชนะแล้วปล่อยให้มารบกันใหม่รวมถึง 7 ครั้ง ก็ตั้งให้เบ้งเฮ็กปกครองอาณาจักรของตนเองต่อไป ครั้งนั้นมีผู้ทัดทานว่า “ท่านสมุหนายกทำการครั้งนี้แสนยากลำบากแก่ไพร่พลนัก จนบัดนี้ท่านอ๋องยอมอ่อนน้อมแล้ว ไฉนท่านจึงไม่
แต่งตั้งขุนนางให้อยู่ร่วมรักษาดินแดนกับเบ้งเฮ็กด้วยเล่า”
ขงเบ้งชี้แจงว่า “ทำเช่นนั้นไม่เหมาะ 3 ประการ ประการที่หนึ่ง เราทิ้งกองทัพไว้ ทหารของเราก็จะไม่มีอะไรกิน ด้วยอาหารการกินของพวกม่านไม่เหมือนกับของเรา ประการที่สอง เรายกกองทัพมาครั้งนี้ ฆ่าพ่อแม่พี่น้องของชาวเมืองนี้เป็นอันมาก หากเราขืนอยู่ต่อไป ชาวเมืองก็จะมีใจเจ็บแค้นเราไม่หาย ประการที่สาม ในหมู่พวกม่านเองมีการแย่งอำนาจจะฆ่าฟันกันอยู่เสมอ เราจะเป็นที่สงสัยและกลายเป็นศัตรู ไม่เป็นที่ไว้วางใจของพวกเขา เมื่อเราไม่ทิ้งผู้คนของเราไว้ เราก็ไม่ต้องส่งเสบียงอาหารมาให้ การณ์ต่างๆ ก็จะสงบเรียบร้อยดีแก่เราทุกประการ”
ทหารทั้งปวงจึงยอมตามความคิดของขงเบ้ง
ยุทธศาสตร์ของขงเบ้ง นอกจากไม่สร้างความเกลียดชังแล้ว ชาวม่านยังปลูกศาลเทพารักษ์เป็นที่บูชาขงเบ้ง ต่างเรียกขงเบ้งว่า “บิดาผู้ใจบุญ”แล้วพากันเอาไข่ มุก พลอย ทอง สมุนไพรอย่างดีเยี่ยม แล ม้า วัว มอบให้แก่กองทัพของขงเบ้ง พร้อมพากันตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะมิคิดคดเป็นอันขาด
แดนเมืองใต้จึงถึงซึ่งสันติต่อมา เป็นเวลายาวนาน







