posttoday
ลุ้นรัฐบาลประยุทธ์ ดันกฎหมาย รัฐวิสาหกิจ

ลุ้นรัฐบาลประยุทธ์ ดันกฎหมาย รัฐวิสาหกิจ

23 สิงหาคม 2559

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ถือว่ามีความคืบหน้าไปอีกระดับ หลังจากที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุชัดเจนแล้วว่า ได้ลงนามและส่งร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ที่กระทรวงการคลังเสนอ ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้

โดยรองนายกฯ สมคิด คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เพื่อเห็นชอบในหลักการ ในวันที่ 23 ส.ค.นี้ได้ และหากผ่าน ครม.ก็จะส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาต่อไป

ที่ว่ามีความคืบหน้า เพราะเดิมนั้น คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.หรือซูเปอร์บอร์ด) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้กำหนดตารางเวลาไว้ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาของ ครม. และเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประกาศใช้ได้ตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา

แต่เนื่องจากไปติดขัดกับหน่วยงานบางหน่วยงานที่ยื้อยุดร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็นมาก เมื่อมีความคืบหน้าถึงขั้นที่จะเสนอ ครม. ก็ถือว่า เป็นเรื่องดีต่อประเทศชาติ เพราะร่างกฎหมายดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะด้านการลงทุน ลดภาระการจัดเก็บภาษี และภาระการใช้งบประมาณอุดหนุนในส่วนที่ไม่จำเป็นลง

ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ มี 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือการกำกับดูแลและระบบบรรษัทที่ดี ซึ่งจะมีการออกหลักเกณฑ์และข้อกำหนดออกมาเพื่อให้การทำงานรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมีความโปร่งใส ป้องกันการเมืองเข้ามาแทรกแซงใช้สร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องเหมือนที่ผ่านมา

สำหรับส่วนที่สอง คือการเพิ่มกลไกขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจ โดยการตั้งองค์กรที่เรียกว่า บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติหรือ ซูเปอร์โฮลดิ้ง ที่เป็นหน่วยงานรัฐ มีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ทำหน้าที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นสำหรับรัฐวิสาหกิจ 12 แห่งนั้น

การตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง และการวางกฎเกณฑ์กำกับที่ดีมีความสำคัญอย่างไร และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปอย่างไร คงได้เห็นจากผลงานเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาของซูเปอร์บอร์ด ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้

ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ รัฐวิสาหกิจหลายแห่งตกอยู่ในภาวะขาดทุน จนหากเป็นบริษัทเอกชนทั่วไป ก็คงจะล้มละลายไปนานแล้วแต่เมื่อเป็นรัฐวิสาหกิจก็เป็นภาระภาษีประชาชนที่จะต้องแบกอุ้มกันไปเพราะไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด กล้าที่จะแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่เมื่อตั้งซูเปอร์บอร์ดมา ประกอบกับนายกรัฐมนตรี มานั่งเป็นประธานเอง เราจึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ รัฐวิสาหกิจใหญ่ อย่างการบินไทย ที่มีผลขาดทุนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยหากย้อนไปปี 2554 การบินไทย ขาดทุนถึง 1 หมื่นล้านบาท ปี 2555 กลับมากำไร 6,500 ล้านบาท และปี 2556 กลับมาขาดทุน 1.2 หมื่นล้านบาท ปี 2557 นอกจากจะขาดทุนเพิ่มขึ้นแล้ว การบินไทยยังประสบปัญหาสภาพคล่อง จนต้องขอให้กระทรวงการคลังเจรจากับธนาคารออมสิน ปล่อยกู้ 7,000 ล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่อง

แต่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร โดยนำมืออาชีพเข้ามาดูแล และซูเปอร์บอร์ดคอยกำกับดูแลให้การบินไทยดำเนินงานตามแผนฟื้นฟู ไตรมาส 2 ปีนี้ การบินไทยขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 2,921 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิกว่า 12,759 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ที่มีการกำหนดตัวชี้วัดการปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การกำหนดให้สินเชื่อที่ปล่อยใหม่ในปีนี้จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท ต้องดูแลคุณภาพลูกหนี้ไม่ให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เกิน 5% จนทำให้ธนาคารมีการปรับปรุงกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ รวมทั้งเรื่องการวิเคราะห์ความเสี่ยงให้ได้ตามมาตรฐาน

นี่คือผลของการเข้ามากำกับดูแลรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านคำสั่ง คสช.ที่ให้มีการตั้งซูเปอร์บอร์ดขึ้น

แต่ในระยะต่อไป เมื่อมีการออกกฎหมาย ก็จะสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกข้อกำหนด ข้อบังคับ ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ วางระบบการตรวจสอบ ทำการกำหนดภารกิจการทำงานของรัฐวิสาหกิจที่ชัดเจน ไม่ให้ทำงานอย่างสะเปะสะปะ หรือทำงานนอกภารกิจตามความต้องการของฝ่ายการเมือง
โดยเฉพาะโครงการประชานิยม เป็นต้น รวมทั้งการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง ขึ้นมาถือหุ้นรัฐวิสาหกิจที่จะกำกับดูแล 12 แห่ง

ทั้งหมดนี้ แม้จะแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่หมักหมมมานานไม่หมด แต่การมีอำนาจตามกฎหมาย การที่มีคณะกรรมการมากำกับดูแลการทำงาน ที่พยายามวางโครงสร้างให้ปลอดจากอำนาจทางการเมือง เชื่อว่าจะทำให้การทำงานของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างน้อยก็จะลดความสูญเสีย หรือภาระงบประมาณของประเทศลงในการอุดหนุนรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือนโยบายประชานิยมได้มาก และในทางกลับกัน ก็ทำให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับประเทศด้วย

แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวแม้จะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจดีขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค เพราะแม้รัฐบาลชุดนีั้จะมีเป้าหมายที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยการปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจเป็นหนึ่งในเป้าหมาย แต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายให้ผ่าน สนช. ได้อย่างที่ควรจะเป็น

จนเมื่อสมคิด ออกมาให้ความสำคัญ และเร่งผลักดัน จึงได้เห็นความคืบหน้าของร่างกฎหมายดังกล่าว และหวังว่าร่างกฎหมายนี้จะผ่าน สนช. เพื่อประกาศใช้ได้ภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

เพราะถ้าพ้นจากรัฐบาลชุดนี้ไปสู่รัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว กฎหมายฉบับนี้ก็มีโอกาสจะแท้งก่อนคลอดสูงมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท